
ช.การช่างชิงงานก่อสร้างภาครัฐ4หมื่นล.
รับเหมาเปิดศึกคว้าเค้กก่อสร้าง 2.4 ล้านล้านบาท ช.การช่าง ชิงงานครึ่งปีหลัง 34 หมื่นล้านบาท
รับเหมาเปิดศึกคว้าเค้กก่อสร้าง 2.4 ล้านล้านบาท ช.การช่าง ชิงงานครึ่งปีหลัง 34 หมื่นล้านบาท
นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ช.การช่าง เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่เข้าประมูลงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ หลังจากมีการทบทวนกรอบของวงเงินลงทุนและเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่างานใหม่ที่จะออกมาระยะแรกในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทจะไปร่วมประมูลและตั้งเป้าได้งานเฉลี่ย 2025% ของ วงเงินดังกล่าว หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 34 หมื่นล้านบาท
“โครงการเร่งด่วนที่ คสช.ต้องการ ผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วในงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก คือ โครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และทางด่วนมอเตอร์เวย์ ช่วงบางปะอินนครราชสีมา เพื่อต้องการให้งานก่อสร้างมาขับเคลื่อนตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจของประเทศ” นายประเสริฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ คสช.ได้มีการรื้อโครงการในหลายหมวด โดยเฉพาะงานพัฒนาโครงการท่าอากาศยาน การจัดหา รถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น รวม 8 โครงการ ซึ่งงานประเภทดังกล่าว ช.การช่าง ไม่ได้เข้าร่วมประมูล
ขณะเดียวกัน ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเซ็นสัญญารับงานก่อสร้างใหม่ 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจเนอเรชั่นเฟส 2 มูลค่า 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเซ็นสัญญาได้ในเดือน ต.ค.นี้ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำบาก ที่ประเทศลาว มูลค่า 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท โดยจะเซ็นสัญญาภายในไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้หรือแบ็กล็อก มูลค่า 1.04 แสนล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ในอีก 4 ปีข้างหน้า ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ของบริษัทเฉลี่ยไตรมาสละ 8,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2556 ที่มีรายได้รวม 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะปีนี้ไม่มีการรับรู้รายได้จากการขายเงินลงทุน แต่เป็นผลการดำเนินงานปกติ ที่รายได้จะเติบโตปีละ 10% และจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 810%
ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
"ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 56 ที่บริษัทฯมีรายได้รวม 42,000 ล้านบาท เพราะปี 57 บริษัทฯไม่มีการรับรู้รายได้จากการขายเงินลงทุน แต่หากเป็นผลการดำเนินงานปกติบริษัทฯจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 10% สำหรับในปีนี้บริษัทฯคาดใช้เงินลงทุนประมาณ 800-900 ล้านบาท ในการลงทุนก่อสร้างโครงการไซยะบุรี โดยเม็ดเงินจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯและเงินจากการขายหุ้นกู้บางส่วน"
นายประเสริฐ กล่าวถึงความคืบหน้าของการจำหน่ายหุ้นกู้วงเงิน 2,000 ล้านบาท ว่าจะนำเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อมาใช้ชำระเงินกู้เดิม ขณะที่เงินทุนส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งปีนี้มีแผนใช้เงินลงทุน 800-900 ล้านบาท ก่อสร้างโครงการไซยะบุรี







