
โซนนิ่งคนงานต่างด้าวผุดโมเดลนำร่องใน 2 เดือน
แม้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 59 และ 60 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.)
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 59 และ 60 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) และคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (อกนร.) จะเป็นคำสั่งที่เน้นหนักด้านความมั่นคง แต่ในความเป็นจริงทั้ง กนร.และ อกนร. ต่างต้องทำงานให้เกี่ยวข้องกับด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย
เพราะแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในไทย ไม่ว่าจะเข้ามาโดยถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย ล้วนเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะที่คนไทยไม่ทำงานในหลายตำแหน่ง หลายอุตสาหกรรม การทำงานของ กนร.และ อกนร.จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจไทย ตลอดจนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอาเซียนเดินหน้าต่อไปได้
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายความมั่นคงและประธาน กนร. ออกมาย้ำเรื่องการบูรณาการงานของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้เกิดผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการและตัวแรงงานต่างด้าวเอง
ประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน หนึ่งในกรรมการ กนร. เปิดเผยว่า นโยบายที่กรมจะเสนอและต้องทำภายใต้ กนร.มีทั้งนโยบายเดิมที่ต้องสานต่อ เช่น การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติให้สามารถอยู่ในไทยต่อได้อีก 1 ปี การพิจารณาให้แรงงานต่างด้าวสามารถมาทำงานได้แบบเช้าไปเย็นกลับและตามฤดูกาล
ขณะเดียวกัน มีนโยบายใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการ คือการจัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ โดยนำร่องในพื้นที่ 2 จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ได้แก่ สมุทรสาครและระนองทั้งนี้ต้องการผลักดันกาจัดโซนนิ่งพื้นที่นำร่องให้เสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อเป็นแนวทางขยายไปพื้นที่อื่นต่อไป
สำหรับการดำเนินการ จะรวบรวมแรงงานให้อยู่รวมกันเป็นชุมชน ทำทะเบียนแรงงานต่างด้าวเพื่อให้ทราบข้อมูล เช่น ที่พักอาศัย ขณะเดียวกันจะหาผู้นำหมู่บ้านที่เป็นแรงงานต่างด้าวในชุมชน เพื่อประสานงานกับภาครัฐ ทำให้การแก้ปัญหาทุกมิติทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
“การจัดโซนนิ่งจะช่วยทั้งเรื่องสุขภาพ สุขอนามัยของแรงงานต่างด้าว การแก้ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และความมั่นคงด้านอื่นๆ ในชุมชน ช่วยให้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. กระทรวงแรงงานได้ลงพื้นที่สมุทรสาคร เพื่อไปสำรวจและเตรียมแนวทางในการจัดโซนนิ่ง หลังจากนี้จะลงพื้นที่ระนองต่อไป
ด้าน สมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) เอ็นจีโอด้านแรงงานในพื้นที่สมุทรสาคร วิเคราะห์ว่า การจัดโซนนิ่งเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องติดตามโมเดลที่ชัดเจนว่าจะจัดหาผู้นำแรงงานด้วยวิธีการใด และจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรคสำหรับภาครัฐในการจัดโซนนิ่ง ได้แก่ ความกลัวของแรงงานต่างด้าว ที่บางส่วนอาจยังไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้ใจภาครัฐ ยิ่งหากไม่มีล่ามช่วยเจรจาจะยิ่งทำให้เข้าถึงแรงงานได้ยาก ภาครัฐต้องหากลไกกลางเชื่อมเพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ไว้ใจ และเชื่อว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้
ที่ผ่านมา แรงงานในสมุทรสาครค่อนข้างอยู่กันเป็นชุมชนย่อยๆ กระจัดกระจายกันไป เช่น ชุมชนซอย 5 ชุมชนไทยยูเนี่ยน ชุมชนท่าทราย บางหมู่มีชุมชนแรงงานต่างด้าวนับสิบชุมชน การทำงานของแอลพีเอ็นกับชุมชนจะใช้วิธีหา “แกนนำธรรมชาติ” เข้ามาเป็นกลไกเฝ้าระวังปัญหา คล้ายเป็นผู้สื่อข่าวชุมชนช่วยรายงานเวลามีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างๆ
“การจะจัดโซนนิ่งไม่ควรเป็นแค่การจัดระเบียบทางสังคม แต่ต้องส่งเสริมเรื่องการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมเข้าไปด้วย เพื่อให้ชุมชนที่มีบุคคลหลากหลายเชื้อชาติ มีนายจ้างชาวไทย มีลูกจ้างหลากหลายสัญชาติอยู่ร่วมกันได้”







