
กรุงไทยเล็งยื่นอินฟราฯกฟผ.
ภคด คาดทันไตรมาส3มูลค่าไม่เกิน2หมื่นล.กสิกรเชื่อเงินยังไหลเข้าหุ้นตราสารหนี้
ภคด คาดทันไตรมาส3มูลค่าไม่เกิน2หมื่นล.กสิกรเชื่อเงินยังไหลเข้าหุ้นตราสารหนี้
บลจ.กรุงไทย เตรียมยื่น ก.ล.ต.ตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ กฟผ.ไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 3 นี้
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าประมาณไตรมาส 3 นี้ จะยื่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ ฟันด์) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยใช้สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ มูลค่าไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันไตรมาส 4
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการของ กฟผ. ได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้กับทางกระทรวงการคลังอนุมัติ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป แต่ทุกอย่างต้องพักไว้ก่อนเพราะไม่มีรัฐบาล ซึ่งปัจุบันบอร์ด กฟผ. อยู่ระหว่างการนำเสนอให้กับทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ จากนั้นจะยื่นไฟลิ่งกับ ก.ล.ต. ต่อไป
“ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะที่ผ่านมาทาง คสช.ได้มีทิศทางและนโยบายชัดเจน ที่จะพยายามให้เศรษฐกิจทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ ประกอบกับหาก กฟผ.มีการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมา ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะ กฟผ.ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ค่อนข้างมีรายได้ที่แน่นอนและมีความมั่นคง ที่สำคัญการมีกองทุนนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาครัฐได้” นางชวินดา กล่าว
อย่างไรก็ดี ช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทจะออกกองทุนใหม่อีกไม่เกิน 10 กอง แบ่งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อีก 2 กอง ขนาดกองทุนละ 2,000 ล้านบาท และมีกองทุนประเภทสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพราะมองว่าปัจจุบัน คสช.มีนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปอย่างชัดเจน โดยจะออกกองทุนหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทริกเกอร์ฟันด์ โกลบอลฟันด์ และกองทุนตราสารหนี้ รวมทั้งยังมองดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังอยู่ที่ 1,450 จุด
นางชวินดา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยังมองสถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยระยะสั้นคงต้องดูว่า คสช.สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนอย่างไร ขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศอิรักเป็นปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น เพราะมีความเกี่ยวโยงกับนโยบายของสหรัฐว่าจะดำเนินการอย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินการ หรือต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียนในบางอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
ด้าน นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ คาดว่ายังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาภายในประเทศต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มคลี่คลายมากขึ้น ประกอบกับคสช.เดินหน้าจัดทำโรดแมปเศรษฐกิจ ส่งผลให้ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง
ด้านสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งมูดี้ส์และฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังคงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเอาไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย และการเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งผลให้เงินลงทุนไหลกลับเข้าตลาดในประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทยเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อราคาตราสารหนี้ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวได้ในระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในระยะยาวยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่อาจผันผวนและต้องระวังแรงเทขายทำกำไรในระยะสั้น
บลจ.กสิกรไทย แนะนำให้ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก และสนใจลงทุนในระยะสั้น อาจแบ่งสัดส่วนกระจายลงทุน โดยวันที่ 17-19 มิ.ย.นี้ เปิดขายกองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี พี (KEFF1YP) ประมาณการผลตอบแทนสุทธิ 3% ต่อปี และกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 3 เดือน อีเอช (KFI3MEH) ประมาณการผลตอบแทนสุทธิ 2.40% ต่อปี







