
กิมจิรุ่นใหม่เมินธุรกิจฉุดแผนดันรายย่อยรัฐสะดุด
ปัจจุบันเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ทางรัฐบาลกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ปัจจุบันเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ทางรัฐบาลกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างจริงจัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในกำมือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (แชโบล) โดยเห็นได้จากสัดส่วนตลาดในกิจการค้าปลีกของประเทศที่ถูกครอบงำโดยบริษัทห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ล็อตเต ชินเซเกะ และฮุนได ถึง 80%
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะเพียรพยายามในการเร่งส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจแดนกิมจิมากเพียงไร แต่ก็ดูเหมือนว่าการดำเนินการเหล่านั้นยังคงไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร มิหนำซ้ำตลาดทางการค้าและธุรกิจก็ยังคงโดนครอบงำโดยกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่อยู่เช่นเดิม
ลิม แชวูน ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากคณะบริหารธุรกิจ ในมหาวิทยาลัยโซกัง เปิดเผยระหว่างงานสัมมนา ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างสมาพันธ์ธุรกิจเอสเอ็มอีเกาหลีใต้และสมาคมการศึกษาธุรกิจขนาดเล็ก ระบุว่า ในปี 2012 ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในประเทศไว้สูงถึง 89% ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2001 ซึ่งอยู่ที่ 61%
ภาวะดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะภาคธุรกิจรายย่อยถือว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศอย่างมาก เนื่องจากภาคธุรกิจเอสเอ็มอีมีส่วนในการกระตุ้นจ้างงานใหม่ โดยในช่วงปี 2007-2011 เอสเอ็มอีกระตุ้นการจ้างงานใหม่ขึ้นถึง 1.91 ล้านตำแหน่ง และครองสัดส่วนในตลาดจ้างงานทั้งหมดของประเทศที่ 83.8%
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคกีดขวางต่อการพัฒนาและส่งเสริมขีดความสามารถของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในแดนกิมจิดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของ ผู้ประกอบการอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบว่าผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำการพัฒนาปรับปรุงวิจัยสินค้าเพื่อนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่กลับเป็นมุมมองและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มองข้ามโดยไม่ให้ความสนใจในการเข้ามาทำงานกับธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากไปยึดติดกับภาพลักษณ์ชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และงานราชการ จึงทำให้ปัจจุบันภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในแดนกิมจิกำลังประสบปัญหากับการสรรหาคนเก่งมีความสามารถเข้ามาร่วมงาน หรือเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น
ยืนยันได้จากผลสำรวจของสมาพันธ์ธุรกิจเอสเอ็มอีในเกาหลีใต้ ที่ระบุว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ หรือกว่า 34% ตอบว่า สนใจในงานราชการ ส่วนอีก 28% ตอบว่าสนใจในสายงานวิชาชีพที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมา มีเพียงแค่ 11% เท่านั้นที่ตอบว่าสนใจจะเป็นเจ้าของธุรกิจเอง
นอกจากนี้ ผลสำรวจเดียวกันยังระบุอีกด้วยว่า กว่า 63.6% ของภาคธุรกิจรายย่อยในประเทศ กำลังประสบปัญหาในการสรรหาพนักงานที่มีขีดความสามารถเข้ามาทำงานอย่างมาก
ตัวเลขที่สะท้อนถึงความสนใจในการเป็นเจ้าของธุรกิจและร่วมงานกับเอสเอ็มอีเป็นสิ่งที่สวนทางกับ ทิศทางความจำเป็นของเกาหลีใต้ที่จะต้องหันมาพึ่งพิงภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอย่างยิ่ง
ภาวะการขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจำนวนมากต้องเลือกใช้วิธีการในการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาทำงานด้วยการปรับขึ้นค่าแรง และเสนอทางเลือกและสวัสดิการเพิ่มสูงขึ้น
เหมือนดังเช่น บริษัท รอเซ ซิสเต็ม ผู้ผลิต เซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลี ที่ต้องหันมาจัดสรรสวัสดิการอุดหนุนค่าเล่าเรียนให้บุตรของลูกจ้างและพนักงานถึง 50% ไม่เพียงเท่านั้น ทางบริษัทดังกล่าวยังมีการจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กับเงินโบนัส 100% ของเงินเดือนให้กับพนักงานอีก
ส่วนบริษัท เน็กชิป ผู้ผลิตชิปในอุตสาหกรรมความมั่นคง ต้องหันมาจัดสรรงบไว้มากถึง 4 ล้านวอน สำหรับพนักงานบริษัทที่ทำงานมากแล้วกว่า 10 ปี และจัดสวัสดิการลาพักร้อนให้ 15 วัน
แม้ว่าการให้สวัสดิการแบบจัดเต็มเหล่านี้จะจูงใจพนักงานบางส่วนให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ แต่เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ใช่ผลดี เพราะระยะยาวจะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยพุ่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น และเป็นตัวบั่นทอนขีดความสามารถของธุรกิจรายย่อยเอง
ด้วยเหตุนี้ ภาระงานการผลักดันเพื่อเสริมค่านิยมและปรับมุมมองต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในสายตาคนรุ่นใหม่จึงมีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว







