posttoday
ภารกิจสภาอุตฯหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ภารกิจสภาอุตฯหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

16 มิถุนายน 2557

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจการคลังโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจการคลังโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในเมืองไทย ต่อเนื่องมาถึงการเข้ามาบริหารจัดการความสงบของประเทศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต้องปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด

นี่จึงเป็นภาระหนักของ "สุพันธุ์ มงคลสุธี" หลังขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ ว่าจะเตรียมตัว รับมือกับภาวะเช่นนี้อย่างไร ล่าสุด คณะผู้บริหาร ส.อ.ท.ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ "โพสต์ทูเดย์"

สุพันธุ์ เน้นย้ำว่า ภารกิจสำคัญคือประเด็นเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้มากขึ้น โดยมีการกำหนดบทบาทของ ส.อ.ท. และขอความร่วมมือไปยัง 10 สถาบันที่อยู่ ภายใต้การกำกับดูแลของ ส.อ.ท. ให้ช่วยกันขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกัน และในส่วนของแต่ละสถาบัน ก็จะมีการกำหนดยุทธศาสตร์เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการทยอยแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ เพื่อดูแลบริหารงานสายงานด้านต่างๆ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำร่วมกับ คสช. ด้านการค้า- การลงทุน ด้านโลจิสติกส์ และด้านการค้าชายแดน เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นรูปธรรม และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

อีกเรื่องคือจะเน้นหนักในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยภาพรวมสมาชิกของ ส.อ.ท.จะเป็นผู้ผลิต หรือเป็น เจ้าของกิจการโดยตรง ส.อ.ท.จะช่วยให้เอสเอ็มอีขยายตลาดได้ เป็นการใช้งบประมาณไม่มากนัก โดย ส.อ.ท.จะเป็นสื่อกลางให้ทุกเรื่อง ทั้งด้านข้อมูล การขยายตลาด การกระจายข่าวสารไปยังทั่วโลก และประสานกับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสมาชิกเอสเอ็มอีสามารถเข้ามาใช้บริการได้ทันที

ทั้งนี้ ในส่วนของเอสเอ็มอีนั้น ส.อ.ท.มีแนวคิดที่จะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำกรอบความ ร่วมมือร่วมกัน เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เช่น การกำหนดคุณสมบัติของเอสเอ็มอี ที่จะยื่นขอสนับสนุนสินเชื่อว่าจะต้องไม่มีหนี้เสีย ประกอบกิจการมานานระยะเวลากี่ปี และมีเงินทุน-รายได้ต่อปีเท่าไหร่ ซึ่งหากเอสเอ็มอีมีคุณสมบัติครบตามกรอบที่ทั้ง 3 ฝ่ายวางร่วมกันไว้น่าจะทำให้ง่ายขึ้นในการเข้าไปยื่นขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเบื้องต้นจะเริ่มนำร่องจากสมาชิก ส.อ.ท.ก่อน

"จากการหารือได้มีการเสนอให้ บสย.ขยายกรอบการค้ำประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากหนี้เสียในพอร์ตของ บสย.จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 18% เพิ่มเป็น 50% เพื่อให้สถาบันการเงินอื่นๆ ปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งทาง บสย.ก็รับที่จะคุยกับธนาคารโลก เพื่อให้ช่วยค้ำประกันวงเงินสินเชื่อวงดังกล่าวให้อีกที แต่หากทางธนาคารโลกไม่สามารถค้ำประกันให้ได้ บสย.อาจจะต้องเสนอ คสช. เพื่อตั้งกรอบวงเงินจำนวน 1.65 แสนล้านบาทในการเข้ามารองรับกรณีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าความชัดเจนน่าจะออกมาเร็วๆ นี้ เพราะเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่จะต้องนำเสนอ คสช.ให้พิจารณา" สุพันธ์ุ อธิบายการทำงาน

หากแนวทางนี้ออกมาดี และตอบโจทย์สมาชิกของ ส.อ.ท. กลุ่มเอสเอ็มอีที่อยู่ในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้สมาชิกเข้มแข็งขึ้น ก็คาดว่า น่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาอยู่ที่หลักหมื่นราย จากปัจจุบันที่มีสมาชิกอยู่ทั้งหมดประมาณ 7,000 กว่าราย

นอกจากนี้ จะดูแลเรื่องการค้าชายแดน เพื่อช่วยให้การค้าขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) โดยให้ คณะกรรมการที่มีความรู้เรื่องการค้าชายแดนเข้ามาช่วยดูแล ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด การเข้าไปจัดงานด้านการค้าใน ต่างประเทศ รวมทั้งด้านการลงทุนด้วย

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับขั้นตอนการออก ใบ ร.ง.4 นั้น ก็ทำให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติมีความมั่นใจมากขึ้นในเรื่องของความโปร่งใส เพราะล่าสุดระยะเวลาในการพิจารณาเหลือเพียง 45 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 90 วัน นับจากวันรับเรื่อง

ขณะนี้ ส.อ.ท.ได้เสนอตัวเข้าร่วมทีมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการช่วยคัดกรองเอกสารให้จากเดิม ที่ต้องจ้างเอาต์ซอร์สทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นการคืนความสุขให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างยั่งยืน

ขณะที่บรรยากาศการเมืองในประเทศที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว แต่วันนี้ไม่มีความ หนักใจใดๆ แล้ว เพราะ คสช.ได้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลประชาชนและประเทศชาติแล้ว โดยได้ดึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมกันหารือเพื่อจะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าใน แนวทางเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยก็เสียโอกาสทุกเรื่องไปมากพอแล้ว

สุพันธ์ุและคณะกรรมการ ส.อ.ท.เชื่อว่า หลังจากนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเริ่มต้นออกสู่เวทีโลกอีกครั้ง เพราะจากการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เร่งด่วนของ คสช.ที่ออกมาน่าจะช่วยเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อย เหลือเพียงรอดูว่า ภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นเมื่อไหร่ และการลงทุนจะเข้ามาจริงหรือแค่ชะลอรอดูสถานการณ์ก่อน

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ส.อ.ท.ได้เชิญหอการค้าต่างประเทศ หอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) มาหารือเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ ซึ่งในส่วนของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยมานานแล้วก็มีความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี แถมยังรู้สึกว่าดีกว่าในช่วงหลายๆ เดือนก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่สำหรับกลุ่มนักลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาอาจจะต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งในกลุ่มทูตจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท