posttoday
คืนความสุขให้คนไทย

คืนความสุขให้คนไทย

16 มิถุนายน 2557

ธีระ ดูบอลโลกฟรีแถมตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ให้อีก แผนการเหล่านี้จะคืนความสุขให้คนไทยได้เพียงใด เวลาเท่านั้นที่จะบอก ถ้าถามผม ผมคิดว่าวิธีที่เร็วที่สุดที่จะคืนความสุขให้กับคนไทยคือ การปิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีพลเมืองให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันมาก อาทิ สวีเดนและญี่ปุ่น ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่ได้เงินเดือนมากที่สุดกับน้อยที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 เท่า ในยุโรปและอเมริกาเหนือตัวเลขจะอยู่ระหว่าง 5-8 เท่า ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียจะอยู่ประมาณ 9-12 เท่า ในประเทศไทยจะอยู่ที่ 13-15 เท่า ประเทศที่แย่กว่าไทยเกือบทั้งหมดจะเป็นกลุ่มประเทศในแอฟริกาที่กำลังเผชิญสงครามกลางเมือง และกลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่กำลังเผชิญกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชานิยม

ธีระ ดูบอลโลกฟรีแถมตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ให้อีก แผนการเหล่านี้จะคืนความสุขให้คนไทยได้เพียงใด เวลาเท่านั้นที่จะบอก ถ้าถามผม ผมคิดว่าวิธีที่เร็วที่สุดที่จะคืนความสุขให้กับคนไทยคือ การปิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีพลเมืองให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันมาก อาทิ สวีเดนและญี่ปุ่น ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่ได้เงินเดือนมากที่สุดกับน้อยที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 เท่า ในยุโรปและอเมริกาเหนือตัวเลขจะอยู่ระหว่าง 5-8 เท่า ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียจะอยู่ประมาณ 9-12 เท่า ในประเทศไทยจะอยู่ที่ 13-15 เท่า ประเทศที่แย่กว่าไทยเกือบทั้งหมดจะเป็นกลุ่มประเทศในแอฟริกาที่กำลังเผชิญสงครามกลางเมือง และกลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่กำลังเผชิญกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชานิยม

อีกวิธีที่จะมองปัญหานี้คือการศึกษาข้อมูลโครงสร้างของนักลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบันมีนักลงทุนน้อยกว่า 2.75 แสนคน หรือประมาณร้อยละ 0.42 ของประชากรรวม (65 ล้านคน) ที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีมูลค่า 13 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์และไต้หวัน ที่ประชากร กว่า 30% ครอบครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ

แม้เราต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ยังเติบโตได้ในระดับหนึ่ง ฉะนั้นหากความร่ำรวยไม่ใช่การลักขโมยหรือสิ่งที่ทำให้คุณรวยขึ้นจะไม่ทำให้ผมจนลง ทำไมนักการเมืองถึงไม่ใส่ใจกับคำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้ทุกคนร่ำรวย ในทางกลับกัน ทำไมนักการเมืองจึงใส่ใจแต่คำถามว่าเราจะแบ่งปันความร่ำรวยได้อย่างไร

ความร่ำรวยไม่ใช่เกมที่ผลรวมเป็นศูนย์เสมอไปอย่างเช่น หากมีผู้ชนะต้องมีคนที่แพ้ (zero-sum game) แต่ความร่ำรวยจะมีพื้นฐานอยู่ที่ประสิทธิผล ซึ่งสามารถขยายตัวได้ตั้งแต่การเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) มนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถพัฒนาและขยายตัวได้ ในหนังสือชื่อ Monitoring the World Economy 1820-1992 ที่เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Angus Maddison โลกของเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่น้อยลงและมีที่ทำไร่นาในปี ค.ศ. 1992 ที่เท่ากับเมื่อปี ค.ศ. 1820 แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ประชากรของโลกได้เพิ่มห้าเท่าตัว อย่างไรก็ตามผลผลิตของโลกได้เพิ่มจาก 6.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1820 เป็นเกือบ 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1992 (อัตราเงินเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1990) และผลผลิตต่อคนเพิ่มจาก 651 เหรียญสหรัฐ เป็น 5,145 เหรียญสหรัฐ

ฉะนั้นจากประสบการณ์ต่างๆ มีบทเรียนสำหรับประเทศไทยหรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอนแทนที่จะเสียเวลามานั่งโต้แย้งเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง หรือโครงการรับจำนำข้าวทรัพยากรต่างๆ ควรมุ่งไปทำให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์สามารถแข่งขันให้ดีขึ้นและมีประสิทธิผลี่มากขึ้นในระดับภูมิภาคและในระดับโลก บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ยังเล็กกว่าบริษัทคู่แข่งในสิงคโปร์ในด้านของมูลค่าตลาด อาทิ การบินไทยกับสิงคโปร์ แอร์ไลนส์ ธนาคารกรุงเทพกับธนาคาร DBS บริษัท AIS กับ บริษัท Singtel เป็นต้น

การขยายตัวต่อเนื่องเป็นคำตอบดึงให้คนทั่วไปเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าความ "โลภ" ในการชักจูงนักลงทุนและนี่ก็เป็นวิธีที่ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวในอเมริกาเริ่มเป็นผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดขยายตัวเร็วมาก (Bull Market) ระหว่างปี ค.ศ. 1980-2000 ลองคิดดูว่า หากเราสามารถนำ 30 %ของประชากรรวม (เหมือนกับสิงคโปร์) หรือ 20 ล้านคน เข้าเป็นผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมมั่นใจว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้นโยบายปรองดองของชาติประสบความสำเร็จได้ ในมุมมองของผมวิธีง่ายที่สุดที่จะให้ประชากรได้รับส่วนแบ่งของความร่ำรวยของประเทศได้คือ การให้เข้าร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะเป็นแหล่งที่มีเงินทุนอยู่แล้วในรูปแบบของมูลค่าตลาด ซึ่งเท่ากับประมาณ 13 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คนที่ชอบวิจารณ์ผมจะพูดตลอดว่าผมเป็นนักฝัน อุดมคติ ความเป็นจริงคือคนไทยเป็นจำนวนมากยังใช้ชีวิตอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน (Poverty Line) และประสบความลำบากอยู่แล้ว โดยการดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ เพื่อประทังชีวิตเดือนต่อเดือน อีกวิธีที่ได้ทดลองเป็นผลสำเร็จในหลายประเทศในการลดความแตกต่างของความร่ำรวยคือ โครงการโอนเงิน (Conditional Cash Transfer Programme) นโยบายดังกล่าวจะให้เบี้ยเลี้ยงและอาหารกับคนยากจนหากคนเหล่านี้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ อาทิ บุตรจะต้องไปโรงเรียนและทารกจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน เป็นต้น ถึงแม้ว่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวอาจจะมีมูลค่าที่น้อยมาก แต่สำหรับคนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมีค่ามากและมีความสม่ำเสมอ นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จในบราซิลและถือว่าเป็นนโยบายที่ไม่แพง (ร้อยละ 0.5 ของ GDP ของบราซิล) ในประเทศไทย เราใช้งบประมาณในการซื้อเครื่องตรวจสอบระเบิดที่ใช้ไม่ได้หรือเรือเหาะที่บินไม่ได้ มากกว่านำไปช่วยเหลือคนจน นอกจากนี้นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จมากในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการบริการขั้นพื้นฐาน อาทิ สาธารณสุขพื้นฐานหรือโรงเรียนประถม นโยบายดังกล่าวในประเทศอื่นๆ ไม่เหมือนกับการเอาเงินสดไปแจกจ่ายให้ประชาชน (Populist Policy) เพราะเป็นนโยบายที่มีเงื่อนไขและทุจริตค่อนข้างน้อย เรามองนโยบายดังกล่าวเหมือนกับการโอนรายได้ระดับชาติให้กับคนจน โดยมุ่งให้คนเหล่านี้ช่วยเหลือตนเองได้ โดยได้รับการศึกษาหรือการดูแลสุขภาพ

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันจะมีความมุ่งมั่นทางการเมือง หรือมีใจกล้าพอดำเนินนโยบายลดช่องว่างความแตกต่างของความร่ำรวย แต่คุณและผมก็ทราบกันดีอยู่ว่าเรามีความแตกแยกและความไม่อดทนอยู่มากในสังคม ผมก็เพียงแต่หวังว่าท่านนายพลทั้งหลาย จะคงไม่ยุ่งเกินไปจะศึกษาบทเรียนจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา คำพูดของ Evita Peron ข้างล่างควรจะเป็นคำเตือนสำหรับสิ่งที่เราไม่ควรจะทำตามไม่เช่นนั้น เราอาจจะมีเพลงชาติใหม่ที่เขียนขึ้นในทำนอง Don't cry for me Argentina.

"เมื่อคนรวยนึกถึงคนจน เขาก็จะมีความคิดที่อับจนเช่นกัน" Evita Peron, 1919-1952

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ