
"เอสซีจี" ปั้นเด็กสร้างร่วมองค์กรฝ่าวิกฤต
หลายองค์กรธุรกิจต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรถือว่ามีสำคัญอย่างยิ่ง
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
หลายองค์กรธุรกิจต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรถือว่ามีสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจจะรับคนเพิ่มหรือปลดคนออกมีผลต่อองค์กร ว่าทิศทางธุรกิจจะเป็นเช่นไร หากประกาศเลย์ออฟให้คนลาออก แต่ในยามที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว การหาบุคลากรมารองรับอาจไม่ทันกับการขยายตัวของธุรกิจ
กิติ มาดิลกโกวิท ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 บริษัทก็เผชิญกับวิกฤตเช่นกัน แต่ก็ไม่มีการประกาศปลดคนงานออก พยายามรักษาบุคลากรไว้ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร ซึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมานั้น คนลาออกจากบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่มั่นใจในการจะก้าวไปประกอบอาชีพอื่น
"จากปีที่ผ่านมาอัตราการลาออกของพนักงานอย่างประมาณ 200 คน ก็ลดลงเหลือ 100 คน ซึ่งเหตุผลหลักของคนที่ต้องการลาออกนั้นให้เหตุผลไว้ 3 อย่างหลักๆ คือ 1.ต้องการไปศึกษาต่อ 2.ต้องการเปลี่ยนงาน เพราะรูปแบบของงานนั้นไม่เหมาะสม และ 3.เปลี่ยนไปประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว" กิติ กล่าว
ปัจจุบัน เอสซีจีมีพนักงานเกือบ 5 หมื่นคน รวมกันในบริษัทที่ถือหุ้นเกิน 50% แบ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในไทย 3.4 หมื่นคน อีกราว 1.3 หมื่นคน อยู่ในบริษัทที่ได้ไปลงทุนข้ามชาติที่อยู่ใน 2 ประเทศหลัก คือ อินโดนีเซียและเวียดนาม โดยแต่ละปีจะมีการรับพนักงานใหม่ในระดับปริญญาตรีและโท เน้นหนักทางด้านวิศวกรรมและด้านการตลาด เฉลี่ยปีละ 600-800 คน ซึ่งปีที่ผ่านมีการรับบุคลากรสูงถึง 900 คน มีการกระจายการทำงานไปสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้นด้วย
แนวทางการรับบุคลากรนั้นจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษาที่จบจากสถาบันชื่อดังเหมือนเมื่อหลายปีก่อน แต่หันมาเน้นรับเด็กจบใหม่ หรือเด็กที่ผ่านการทำงานจากองค์กรอื่นมาแล้ว 1-2 ปี เพื่อมาพัฒนา ซึ่งถือเป็นเด็กสร้างขององค์กรที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยองค์กรได้มีการฝึกฝนและพัฒนาจนกว่าจะเก่งในการทำงานได้คล่องตัวจริงๆ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี
"เราพยายามพัฒนาบุคลากร โดยการรับนักศึกษาเข้ามาฝึกงาน ซึ่งต่อปีจะมีนักศึกษาสนใจเข้ามาฝึกงานกว่า 200 คน แต่ยังน้อยมากที่สนใจไปฝึกงานในบริษัทต่างประเทศที่เราได้เข้าไปซื้อกิจการ ต่างจากนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศแถบอาเซียนสนใจเข้ามาฝึกงานในไทยมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาเข้ามาฝึกงาน 20 คน ส่วนปีนี้มีนักศึกษาจากต่างประเทศสนใจเข้ามาฝึกงานเพิ่มขึ้นเป็น 30 คน ซึ่งนักศึกษาจากต่างชาติ เช่น จากฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา เห็นโอกาสการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะที่นักศึกษาไทยนั้นยังมีความกังวลใจเรื่องภาษาและการปรับตัวในการไปทำงานในต่างประเทศ" กิติ กล่าว
สำหรับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทุกแห่ง ได้มีการวางฐานอัตราเงินเดือนของการจ้างงานที่ไม่แตกต่างกันมากนักในกลุ่มวิชาชีพเดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีการซื้อตัวด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก แต่อาจจะเห็นอยู่บ้างในกลุ่มอาชีพทางด้านสถาบันการเงิน ธนาคารที่มีการแข่งขัน เพื่อแย่งชิงบุคลากรค่อนข้างสูง เพราะต้องการขยายสาขา ต่างจากองค์กรที่เน้นไปทางด้านการผลิตอย่างเอสซีจีที่การดึงตัวเพื่อแย่งบุคลากรนั้นจะมีค่อนข้างต่ำกว่าธุรกิจภาคการเงิน
จะเห็นได้ว่า การเน้นพัฒนาบุคลากรตั้งแต่เริ่มต้นนั้น ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญในการดึงดูดใจให้บุคลากรรักองค์กรมากขึ้น







