
เอสเอ็มอีถูกตีเป็นแซนด์วิช
เอสเอ็มอีไทยโดนกดหนัก กลายสภาพเป็นไส้แซนด์วิช แนะเร่งปรับตัว สร้างสินค้าแตกต่าง
เอสเอ็มอีไทยโดนกดหนัก กลายสภาพเป็นไส้แซนด์วิช แนะเร่งปรับตัว สร้างสินค้าแตกต่าง
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยในงานสัมมนาพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จัดโดยหอการค้าไทย ว่า ในขณะนี้ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังได้รับผลกระทบหนักจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงมากขึ้น จึงอยู่ในภาวะที่เปรียบเสมือนการถูกกดดัน ทั้งคู่แข่งจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพสูง ทั้งประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญหน้ากับการ มีคู่แข่งรายใหม่ในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทย ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จึงต้องเร่งปรับตัว
“เอสเอ็มอีไทยในขณะนี้อยู่ในสภาวะกลายเป็นไส้แซนด์วิช โดนหนีบจากบน และล่าง เพราะมีคู่แข่งเข้ามารายล้อม ทุกด้าน จึงได้รับผลกระทบหนัก หากขายสินค้าเหมือนเดิมจะไม่สามารถแข่งขันได้” นายสมภพ กล่าว
นายสมภพแนะนำให้เอสเอ็มอีไทยเร่งปรับธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการสร้างความแตกต่างให้แก่สินค้า เพื่อให้มีความโดดเด่นมาก ที่สุด สร้างดีไซน์ และการทำให้สินค้ามีคุณภาพดีมากขึ้น ในราคาขายที่สามารถแข่งขันได้ โดยปัจจุบันคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตสินค้าในรูปแบบและคุณภาพใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตในไทยแล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้านได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงสามารถวางราคาขายสินค้าถูกกว่าไทยได้ โดยค่าแรงในประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จะต่ำกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งการปรับตัวจะทำให้สินค้าไทยได้รับผลดีมีโอกาสขยายตลาดมากขึ้นเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ขณะเดียวกัน คู่แข่งจากประเทศอาเซียนที่น่ากลัวมากที่สุดในขณะนี้คือ ประเทศเวียดนาม ที่มีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศใกล้เคียงกับไทย และมี ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีค่าแรงในระดับต่ำกว่าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้แตกต่างยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต ได้ดีต่อไปคือ ภาคบริการ เพราะจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ดังนั้น หากมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคบริการให้มีคุณภาพและการให้บริการที่ดีขึ้น เชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น







