
ชี้นโยบายรัฐต้นตอราคาพลังงานบิดเบือน
ชี้นโยบายรัฐบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงาน หนุนคงกองทุนน้ำมันแต่ปรับบทบาทยกเลิกอุดหนุนแต่เน้นใช้รักษาเสถียรภาพราคา
ชี้นโยบายรัฐบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงาน หนุนคงกองทุนน้ำมันแต่ปรับบทบาทยกเลิกอุดหนุนแต่เน้นใช้รักษาเสถียรภาพราคา
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการนำข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับภาคพลังงานไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลายและมีคนจำนวนมากที่พร้อมจะเชื่อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับราคาพลังงานที่มีการเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย หรือแม้แต่เทียบกับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาพลังงานไทยถูกบิดเบือนโดยนโยบายภาครัฐ มีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันบางประเภท โดยเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จากน้ำมันบางประเภทเช่นเบนซิน 95 ในราคาลิตรละ 10 บาท เพื่อไปอุดหนุนราคาน้ำมันอีกประเภทอย่างดีเซล โดยดีเซลถูกอุดหนุนโดยลดเก็บภาษีสรรพสามิต 5 บาท มาตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ และรัฐบาลถัดจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายทำให้ผ่านมา 3 ปี รัฐเสียรายได้ภาษีจากส่วนนี้ปีละ 1 แสนล้านบาท รวมแล้ว 3 แสนล้านบาท
“ราคาน้ำมันในประเทศไทยแพงเพราะโครงสร้างภาษี และโครงสร้างพลังงานประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมสูง เก็บเงินจากน้ำมันประเภทหนึ่งไปอุดหนุนอีกประเภทหนึ่ง แต่ที่เหมาะสมคือต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนและให้ประชาชนเลือกใช้เอง ที่ประชาชนเลือกใช้ดีเซลมากทุกวันนี้ก็เพราะนโยบายรัฐ จะไปโทษว่าประชาชนเลือกใช้เองก็ไม่ได้”นายมนูญกล่าว
นายมนูญ กล่าวว่า ควรจะคงกองทุนน้ำมันไว้ แต่กรณีที่มีการเสนอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันนั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ10 บาท/ลิตร ราคาน้ำมันก๊าดโซฮอลอี 20 และอี 85 ปรับตัวสูงขึ้น และจะกระทบกับการพัฒนาพลังงานทดแทนที่พยายามผลักดันมากกว่า 10 ปี กระทบกับการอุดหนุนก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ที่ตอนนี้ใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ราคาแอลพีจีเพิ่มขึ้น 3-4บาทต่อกิโลกรัม และต้องพิจารณาไปถึงว่ากองทุนน้ำมันที่ฐานะติดลบอยู่ 7,200 ล้านบาทจะจัดการอย่างไร
สำหรับกรณีที่มีการเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ลดราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนจากปัจจุบันที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ให้ลงมาเหลือเท่ากับแอลพีจีภาคขนส่งที่ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม มองว่าแนวทางที่เหมาะในระยะสั้นควรจะปรับขึ้นราคาของภาคขนส่งให้มาเท่าครัวเรือน เพราะขึ้นมาแล้วก็ยังถือว่าถูกกว่าการการใช้น้ำมันประเภทอื่นในรถยนต์
“กรณีที่ คสช. ตรึงราคาไว้ตอนนี้ถ้าทำชั่วคราวก็ไม่เสียหายเพราะเป็นการตรึงเพื่อทำการศึกษาก่อนปรับโครงสร้าง ถ้าเราไม่ทำอะไรก็จะยังมีปัญหาจากการอุดหนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ควรปรับบทบาทกองทุนน้ำมันให้ทำหน้าที่ที่ถูกต้องคือรักษาเสถียรภาพแต่ไม่ใช่อุดหนุนราคา”นายมนูญ กล่าว
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้น้ำเข้าพลังงานสุทธิในพลังงานทุกประเภท โดยปีที่ผ่านมามีมูลค่าการนำเข้าพลังงาน 1.42 ล้านล้านบาท มีการใช้สูงเทียบเท่าน้ำมันดิบ 2 ล้านบาเรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศที่สำรวจพบแล้วตอนนี้สามารถใช้ได้อีกเพียง 7 ปี หากรวมที่สำรวจพบแต่ยังไม่มีความมั่นใจก็มีอยู่ประมาณ 15 -20 ปี แต่ทั้งนี้ภาครัฐต้องมีนโยบายให้มีการเร่งสำรวจพิสูจน์แหล่งพลังงาน เร่งเปิดสัมปทานรอบที่ 21 รวมถึงให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการต่อสัมปทานให้แก่บริษัทขุดเจาะปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุ เช่นกรณีของเชฟรอน ที่จะหมดสัมปทานใน 8 ปีข้างหน้า ที่ควรให้มีความชัดเจนก่อนหมดสัมปทานอย่างน้อย 5 ปีเพื่อให้มีการเตรียมตัวเพื่อลงทุน
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานสูงกว่าที่สามารถผลิตได้ในขณะที่ประเทศไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์ด้านแหล่งปิโตรเลียม ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงด้านพลังงานอยู่มาก
ทั้งนี้ ในการจะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้นยอมรับว่า ขณะนี้แหล่งพลังงานของไทยที่มีอยู่ที่ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเพื่อนบ้านเช่นพม่า มาเลเซีย อาจจะไม่ดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกเข้ามายื่นสัมปทาน ผู้ที่สนใจอาจจะยังเป็นบริษัทในประเทศหรือต่างชาติที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วเช่น ปตท.สผ. และเชฟรอน







