
โรงพยาบาลเอกชน ลุย เอทีเอ็ม 2010 หวังเจาะลูกค้าตะวันออกกลาง
8...วงศ์สุภัทร
กลุ่มประเทศตะวันออกกลางเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดตลาดหนึ่งในโลก ซึ่งถือว่าเป็นตลาดเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ต้องการเจาะตลาดนี้ให้ได้ ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ ททท. ต้องการพาไปดึงตลาดเป้าหมายนี้ นอกจากผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวแล้ว ยังมีธุรกิจโรงพยาบาลที่ถือเป็นดาวเด่นซึ่งลูกค้าในภูมิภาคนี้ให้ความสนใจอย่างมาก
ในงาน Arabian Travel Mart 2010 ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. จึงถือโอกาสเดินทางไปร่วมโรดโชว์ในงานดังกล่าว เพื่อชี้แจงให้นักท่องเที่ยวและเอเยนต์ทัวร์เข้าใจถึงสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในตลาดนี้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ Medical Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สนใจที่จะเข้ามาลุยตลาดยูเออีมากขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงแนวโน้มที่ดีในอนาคต ซึ่งจากงานวิจัยโครงการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวสุขภาพที่ ททท. สรุปข้อมูลตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลกในปี 2552 ประมาณมูลค่าตลาดที่ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2555 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยอัตราเติบโตรวมต่อปีประมาณ 20%
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีการคาดการณ์ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยในปี 2551 มีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะครองส่วนแบ่งในตลาดโลก 15% ในปี 2555 ในส่วนของไทยพบว่ามีผู้ใช้บริการหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยูเออี ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยระบุว่าตลาดตะวันออกกลางจะเป็นตลาดที่ขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไทยมีจุดแข็งและปัจจัยในการผลักดันให้เติบโต ด้านความเป็นมิตร ค่ารักษาพยาบาลที่ดึงดูดใจ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีบริการที่เป็นที่นิยมมาก อาทิ ศัลยกรรมเสริมความงาม ทำฟัน สายตา การรักษาผู้มีบุตรยาก ฯลฯ
นายนัฐพล นาคสู่สุข ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอส เมดิคอล สปา เปิดเผยว่า ในปีนี้จะเน้นเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าจากยูเออี ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพและต้องการลดภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยบริษัทมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งด้านการทำเลเซอร์ แพทย์แผนไทย พักฟื้นหลังการผ่าตัด กายภาพบำบัด ชะลอวัย และสปา เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ในรูปแบบที่ครบวงจร (One Stop Service) แตกต่างจากโรงพยาบาล เพราะลักษณะของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ เป็นผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและป้องกันภัยต่างๆ ที่อาจจะกระทบต่อสุขภาพ หรือเจ็บป่วยแล้ว รักษาและต้องการมาบำบัดหลังการรักษา ซึ่งแต่ละโปรแกรมจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง3 เดือน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เข้ารับการบำบัดรักษา
“
ผู้ที่เข้ามาบำบัดรักษาสุขภาพกับบริษัท ซึ่งมาจากประเทศแถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ จะรักษาอาการป่วยเรื้อรัง ลดน้ำหนัก เข้าคอร์สสปาผ่อนคลายความเครียด ซึ่งเรามีแพทย์ที่ให้การรักษาและบำบัดหลายสาขา ดูแลทั้งทางด้านสภาพจิตใจ ร่างกาย และการให้ยาฯลฯ มีการฝังเข็ม ออกกำลังกายใต้น้ำ กดจุด ราคาเริ่มต้นที่ 2,000 3 แสนบาท”ปัจจุบันสัดส่วนผู้ที่เข้ามาใช้บริการด้านการรักษาด้วยยาของบริษัทเป็นคนไทย 60% และชาวต่างประเทศ40% ในส่วนของสปา มีสัดส่วนคนไทย 70% และชาวต่างประเทศ 30% โดยในปี 2553 นี้ ตั้งเป้าว่าจะได้ลูกค้าจากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกกลางเพิ่มขึ้น
นพ.สุรพงษ์ อำพันวงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท กล่าวว่า การจัดโรดโชว์ในงานเอทีเอ็ม ดูไบ ยูเออีครั้งนี้ วันแรกๆ คึกคักน้อยกว่าทุกปี เนื่องจากไทยเกิดวิกฤตทางการเมือง ด้วยฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ เครือพญาไทจึงเจาะตลาดท่องเที่ยว เชิงสุขภาพได้ไม่ยาก โดยลูกค้ามีทั้งกลุ่มยุโรป อเมริกา ยูเออี โอมาน ฯลฯ ซึ่งในปี 2553 นี้ หวังที่จะเพิ่มยอดขึ้นอีก 5% โดยหันไปบุกตลาดใหม่เพิ่มขึ้นด้วย อาทิ แอฟริกา จีน อาเซียน 10 ประเทศ ฯลฯ ซึ่งจากยอดส่วนแบ่งทางการตลาดในไทยขณะนี้พญาไทยังอยู่ในอันดับที่ 3 รองจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ และกรุงเทพฯ ซึ่งครองส่วนแบ่งระหว่าง 4045%และ 3035% ตามลำดับ
“
การจัดแพ็คเกจแบบภาพรวมร่วมกับกลุ่มทัวร์จะช่วยให้ลูกค้าเข้ามาหาเรามากขึ้น เพราะเรามีจุดแข็งด้านการให้บริการและทีมแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งโรค 5 อันดับแรกๆ ที่มีผู้เข้ามารักษากับเรามากที่สุด ได้แก่ 1. หัวใจและหลอดเลือด พ่วงด้วยโรคเบาหวาน ไต 2.โรคกล้ามเนื้อ ข้อ กระดูก 3. โรคสมอง เส้นประสาท 4. ระบบทางเดินอาหาร และ 5. มเร็ง”นางเพลินพิศ ภุกะติวย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอสยู เฮลท์แคร์ เครือมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ได้เปิดคลินิกเฉพาะทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2553 บนถนนสุขุมวิท 31 เพื่อรับรักษานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งล่าสุด ได้ไปออกบู๊ธในงานด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง หรือ อาระเบียน ทราเวล มาร์เก็ต(เอทีเอ็ม) 2010 ระหว่างวันที่ 47 พ.ค.ด้วย โดยปัจจุบันสัดส่วนผู้รับการรักษาคนไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามารับการรักษาอยู่ที่ 80:20 คาดว่าในปี 2553 จะสามารถกระตุ้นให้ผู้รับการรักษาจากต่างประเทศเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเป็น 30%
ที่ผ่านมา ผู้รับการรักษาของศูนย์จะรู้จักและเข้าใช้บริการแบบปากต่อปาก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในแถบตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ โดยทางศูนย์เน้นศักยภาพด้านการแพทย์ที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งจักษุและทันตกรรมฯลฯ และยังให้บริการแบบครบวงจร หรือเป็นการตรวจก่อนเกิด ป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดโดยแนะนำวิธีการรักษาสุขภาพ และเน้นการให้บริการหลังการรักษาเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ และต้องการกลับมารักษาที่ศูนย์อีก
นางเพลินพิศ กล่าวว่า ในขณะนี้ทางศูนย์ได้เปิดให้บริการทางเว็บไซด์เพื่อสะดวกต่อการติดต่อของลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ ในการจองวัน เวลา และสถานที่พักผ่อนไปพร้อมๆ กับกลุ่มบริษัททัวร์นำเที่ยวและการรักษาสุขภาพในไทย ซึ่งในปีนี้ เน้นการักษาที่ให้ลูกค้าเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น 3 รูปแบบ คือ คุณภาพการรักษาที่ดี ราคาที่เหมาะสม และให้บริการหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม การโรดโชว์ของ ททท. ในยูเออี จะประสบความสำเร็จในยุคการแข่งขันระหว่างประเทศหรือไม่นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด ทำให้ทราบจุดอ่อน จุดแข็งของไทยแล้ว ควรมีการจัดทำระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างกันและเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวหรือลูกค้าชาวต่างชาติรับทราบและเข้าถึงข้อมูล และจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดึงดูดให้เข้ามาใช้บริการในไทยมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละประเทศ เท่านี้การโรดโชว์ของ ททท. ในแต่ละแห่งก็จะไม่สูญเปล่าอีกต่อไป







