posttoday
ความเสี่ยงของไทยในมุมมองCDS

ความเสี่ยงของไทยในมุมมองCDS

24 พฤษภาคม 2553

....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 

ปัจจุบันจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการวัดความเสี่ยงมีหลายมุมมองแตกต่างกันไป โดยมุมมองหนึ่ง คือ มุมมองของสัญญาสวอปความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap) ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า CDS

CDS นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินสำคัญ แม้เพิ่งคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2537 โดยนักวิศวกรรมทางการเงินของธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน (ต่อมาควบรวมกิจการกับธนาคารเชสแมนฮัตตัน กลายเป็นธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน เชส) แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ออกจากตนเองไปยังบุคคลอื่น

เป็นต้นว่าธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องการลดความเสี่ยงประเภทนี้ จะถ่ายโอนไปให้แก่สถาบันการเงินประเภทอื่นๆ ที่มีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงได้มากกว่า เช่น บริษัทประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ ฯลฯ โดยยินยอมจ่ายเงินซื้อ CDS เพื่อเป็นหลักประกันการผิดชำระหนี้ โดยผู้ขายจะต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น หากผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาภายในระยะเวลาที่คุ้มครองเอาไว้

สำหรับตัวเลข CDS ที่ซื้อขายกัน จะขึ้นว่าลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล นิติบุคคล หรือประเทศ มีความน่าจะเป็นสะสมเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ (Cumulative Probability of Default – CPD) มากน้อยเพียงใด โดยกรณีที่ประเมินว่ามีความน่าจะเป็นที่จะผิดนัดสูง ก็จะต้องคิดอัตรา CDS สูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อชดเชยความเสี่ยง

แปลกแต่จริง ความจริงแล้วตัวเลข CDS กรณีที่ลูกหนี้เป็นประเทศแล้ว สามารถใช้เป็นดัชนีสำหรับวัดความเสี่ยงเพียงแค่ว่าประเทศนั้นๆ จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น หนี้สาธารณะของประเทศนั้นๆ นโยบายการคลัง ฯลฯ ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่อย่างใดว่าประเทศนั้นๆ จะเกิดเหตุประท้วงฆ่ากันตายหรือวางเพลิงเผาอาคารบ้านเรือนมากน้อยเพียงใด หรือมีการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลับนิยมนำตัวเลข CDS มาเป็นดัชนีสำหรับใช้วัดความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศต่างๆ

เมื่อมีการรายงานข่าวทั้งด้านบวกและด้านลบ จะทำให้มูลค่า CDS ขึ้นลงตามไปด้วย เป็นต้นว่า เมื่อสิ้นปี 2552 ตัวเลข CDS ของไทยอยู่ที่ระดับ 0.93% แต่ในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2553 ภายหลังกลุ่ม นปช. ทำการประท้วง ตัวเลข CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 0.99% เนื่องจากนักวิเคราะห์ได้มองแง่ดีว่าประชาชนไทยรักสงบ ปกติแล้วการประท้วงหรือแม้กระทั่งการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา เกือบทั้งหมดผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุการณ์นองเลือดที่ประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายแต่อย่างใด

เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลข CDS ของไทยเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. 2553 เพิ่มขึ้นสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากกว่าจีน ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ระดับ 0.63% มาเลเซีย 0.77% และเกาหลีใต้ 0.81% แต่ก็เสี่ยงน้อยกว่าเวียดนาม 2.49% อินโดนีเซีย 1.58% และฟิลิปปินส์ 1.57%

ในช่วงกลางเดือน เม.ย. 2553 ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 มีคนตายเป็นเบือ อัตรา CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.14% ต่อมาเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2553 เมื่อสถานการณ์คับขัน มีแนวโน้มจะสลายการชุมนุม ความเสี่ยงว่าอัตรา CDS จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 1.34%

แต่เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้เสนอแผนปรองดองแห่งชาติ กำหนดจะเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. 2553 นักวิเคราะห์เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะคลี่คลายได้ด้วยสันติวิธี ตัวเลข CDS ลดลงเหลือประมาณ 1.16% แต่ภายหลังไม่สามารถตกลงสร้างความสมานฉันท์ได้ ฝ่ายทหารได้บุกเข้าไปยังสถานที่ชุมนุมแถบราชประสงค์ มูลค่า CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.42%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข CDS ที่เพิ่มสูงขึ้นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการกู้ยืมเงิน แต่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้กรณีที่ต้องการซื้อ CDS เพื่อป้องกันความเสี่ยง

สำหรับทิศทางในอนาคตภายหลังการสลายการชุมนุมนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าสถานการณ์ยังจะยืดเยื้อต่อไป โดย Eurasia Group Political Risk Consultancy และนาย Tom Byrne รองผู้อำนวยการอาวุโสแห่งสถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้ให้ทัศนะคล้ายคลึงกันว่า การสลายการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้ทำให้แนวคิดสองขั้วของสังคมไทย ซึ่งนับเป็นต้นเหตุของปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบันต้องจบสิ้นลงไปแต่อย่างใด ดังนั้นปัญหาความไม่สงบยังมีแนวโน้มจะปะทุขึ้นอีกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท