
ความเสี่ยงของไทยในมุมมองCDS
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ปัจจุบันจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการวัดความเสี่ยงมีหลายมุมมองแตกต่างกันไป โดยมุมมองหนึ่ง คือ มุมมองของสัญญาสวอปความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap) ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า CDS
CDS นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินสำคัญ แม้เพิ่งคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2537 โดยนักวิศวกรรมทางการเงินของธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน (ต่อมาควบรวมกิจการกับธนาคารเชสแมนฮัตตัน กลายเป็นธนาคาร เจ.พี.มอร์แกน เชส) แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ออกจากตนเองไปยังบุคคลอื่น
เป็นต้นว่าธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องการลดความเสี่ยงประเภทนี้ จะถ่ายโอนไปให้แก่สถาบันการเงินประเภทอื่นๆ ที่มีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงได้มากกว่า เช่น บริษัทประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ ฯลฯ โดยยินยอมจ่ายเงินซื้อ CDS เพื่อเป็นหลักประกันการผิดชำระหนี้ โดยผู้ขายจะต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น หากผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาภายในระยะเวลาที่คุ้มครองเอาไว้
สำหรับตัวเลข CDS ที่ซื้อขายกัน จะขึ้นว่าลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล นิติบุคคล หรือประเทศ มีความน่าจะเป็นสะสมเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ (Cumulative Probability of Default
– CPD) มากน้อยเพียงใด โดยกรณีที่ประเมินว่ามีความน่าจะเป็นที่จะผิดนัดสูง ก็จะต้องคิดอัตรา CDS สูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อชดเชยความเสี่ยงแปลกแต่จริง ความจริงแล้วตัวเลข CDS กรณีที่ลูกหนี้เป็นประเทศแล้ว สามารถใช้เป็นดัชนีสำหรับวัดความเสี่ยงเพียงแค่ว่าประเทศนั้นๆ จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น หนี้สาธารณะของประเทศนั้นๆ นโยบายการคลัง ฯลฯ ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่อย่างใดว่าประเทศนั้นๆ จะเกิดเหตุประท้วงฆ่ากันตายหรือวางเพลิงเผาอาคารบ้านเรือนมากน้อยเพียงใด หรือมีการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลับนิยมนำตัวเลข CDS มาเป็นดัชนีสำหรับใช้วัดความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศต่างๆ
เมื่อมีการรายงานข่าวทั้งด้านบวกและด้านลบ จะทำให้มูลค่า CDS ขึ้นลงตามไปด้วย เป็นต้นว่า เมื่อสิ้นปี 2552 ตัวเลข CDS ของไทยอยู่ที่ระดับ 0.93% แต่ในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2553 ภายหลังกลุ่ม นปช. ทำการประท้วง ตัวเลข CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 0.99% เนื่องจากนักวิเคราะห์ได้มองแง่ดีว่าประชาชนไทยรักสงบ ปกติแล้วการประท้วงหรือแม้กระทั่งการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา เกือบทั้งหมดผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุการณ์นองเลือดที่ประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายแต่อย่างใด
เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลข CDS ของไทยเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. 2553 เพิ่มขึ้นสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากกว่าจีน ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ระดับ 0.63% มาเลเซีย 0.77% และเกาหลีใต้ 0.81% แต่ก็เสี่ยงน้อยกว่าเวียดนาม 2.49% อินโดนีเซีย 1.58% และฟิลิปปินส์ 1.57%
ในช่วงกลางเดือน เม.ย. 2553 ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 มีคนตายเป็นเบือ อัตรา CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.14% ต่อมาเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2553 เมื่อสถานการณ์คับขัน มีแนวโน้มจะสลายการชุมนุม ความเสี่ยงว่าอัตรา CDS จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 1.34%
แต่เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้เสนอแผนปรองดองแห่งชาติ กำหนดจะเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. 2553 นักวิเคราะห์เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะคลี่คลายได้ด้วยสันติวิธี ตัวเลข CDS ลดลงเหลือประมาณ 1.16% แต่ภายหลังไม่สามารถตกลงสร้างความสมานฉันท์ได้ ฝ่ายทหารได้บุกเข้าไปยังสถานที่ชุมนุมแถบราชประสงค์ มูลค่า CDS ของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.42%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข CDS ที่เพิ่มสูงขึ้นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการกู้ยืมเงิน แต่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้กรณีที่ต้องการซื้อ CDS เพื่อป้องกันความเสี่ยง
สำหรับทิศทางในอนาคตภายหลังการสลายการชุมนุมนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าสถานการณ์ยังจะยืดเยื้อต่อไป โดย Eurasia Group Political Risk Consultancy และนาย Tom Byrne รองผู้อำนวยการอาวุโสแห่งสถาบันจัดอันดับ Moody
’s ได้ให้ทัศนะคล้ายคลึงกันว่า การสลายการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้ทำให้แนวคิดสองขั้วของสังคมไทย ซึ่งนับเป็นต้นเหตุของปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในปัจจุบันต้องจบสิ้นลงไปแต่อย่างใด ดังนั้นปัญหาความไม่สงบยังมีแนวโน้มจะปะทุขึ้นอีกในอนาคต






