
เจ็บป่วยทางการเงิน
ช่วงนี้สื่อที่ได้ยินติดหูน่าจะเป็นโครงการรณรงค์เพื่อลด NCDs หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของ สสส. ซึ่งมุ่งหวังให้ประชาชนหลีกพ้นการ เป็นโรคที่ล้วนเกิดจาก “พฤติกรรมการกินการอยู่” ของเราเอง นั่นคือสุขภาพกาย ส่วนสุขภาพการเงินก็ไม่ต่างกัน เราอาจเจ็บป่วยด้วย “พฤติกรรมทาง การเงิน” ของตัวเองได้เช่นกันค่ะ
ช่วงนี้สื่อที่ได้ยินติดหูน่าจะเป็นโครงการรณรงค์เพื่อลด NCDs หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของ สสส. ซึ่งมุ่งหวังให้ประชาชนหลีกพ้นการ เป็นโรคที่ล้วนเกิดจาก “พฤติกรรมการกินการอยู่” ของเราเอง นั่นคือสุขภาพกาย ส่วนสุขภาพการเงินก็ไม่ต่างกัน เราอาจเจ็บป่วยด้วย “พฤติกรรมทาง การเงิน” ของตัวเองได้เช่นกันค่ะ
จากการสำรวจสภาพการเงินของประชาชนที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานสถิติแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าสนใจ (หรือน่าตกใจ!) ว่า คนไทยวัยทำงานออมช้า (เริ่มออมตอนอายุ 41) ออมน้อย (60% คิดว่าที่ออมไว้น่าจะไม่พอใช้ตอนแก่) และออมไม่ลงทุน (48% ออมไว้ในธนาคาร) ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เงินจะโตไม่ทันเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ข้อมูลที่น่ากลัวอย่างหนี้ครัวเรือน (เอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน) ที่โตขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และสภาพสังคมที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่าง รวดเร็ว ทำให้พอเห็นภาพว่า อีกไม่นานคนทำงานในวันนี้ (เรา คุณ และคนรอบข้าง) จะเป็นภาระที่ต้องพึ่งพิงสวัสดิการรัฐหรือลูกหลานมากขึ้นอย่างแน่นอน
การที่ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น ประชาชนจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ทางการเงิน ได้แก่ การวางแผนการเงิน จัดการการเงินของตนเอง รู้จักลงทุนและบริหารความเสี่ยง โดย ก.ล.ต.เห็นว่าความรู้ทางการเงินนี้ควรเผยแพร่ให้ออกไปในวงกว้าง ให้เป็นทักษะหนึ่งของการดำรงชีวิต ซึ่งหากมีอยู่ในทุกหน่วยย่อยของสังคม เช่น ในที่ทำงาน ในสถาบันการศึกษา ในหมู่บ้าน ในชุมชน จะทำให้ประชาชนตื่นตัวและสามารถจัดการเงินของตัวเองได้อย่างถูกต้อง เกิดเป็นทักษะและนิสัยทางการเงินที่ดี
ขณะนี้ ก.ล.ต.กำลังทำ “โครงการความรู้การเงินในที่ทำงาน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการนายจ้างใจดี” โดยจัดอบรมความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรและบริษัทต่างๆ เน้นที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และฝ่ายการเงิน เพื่อให้นำความรู้ไปจัดกิจกรรมกับพนักงานในที่ทำงาน เนื้อหาที่อบรมแบ่งตามความต้องการของพนักงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ ชีวิตไม่ติดลบ ชีวิตมีทางเลือก และชีวิตมีอิสรภาพทางการเงิน โดยมีแผนที่จะจัดปีละ 4 รุ่น รุ่นละไม่เกิน 50 คน เพื่อให้การอบรมมีประสิทธิภาพ
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก.ล.ต. ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จัดอบรมรุ่นที่ 1 ไปแล้ว มีผู้เข้าอบรมจากองค์กรกว่า 30 แห่ง โดยวิทยากรที่มาให้ความรู้เป็นผู้รู้จริงจากแวดวงตลาดเงินและตลาดทุน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ สมาคมธุรกิจหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยใช้เวลาอยู่ร่วมกันถึงสองวันเต็ม
สิ่งที่สะท้อนออกมาจากผู้เข้าอบรมครั้งนี้ ชัดเจนว่าทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการการเงิน หลายคนให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น จะหักบัตรเครดิตทิ้ง เพราะมีไว้ก็เห็นแต่โอกาสที่จะสร้างหนี้
ในช่วงแบ่งปันประสบการณ์ องค์กรที่เคยทำกิจกรรมและช่วยแก้ปัญหาการเงินให้แก่พนักงานได้แบ่งปันไว้น่าสนใจว่า การช่วยแก้ปัญหาหนี้ บางครั้งไม่ยาก เพราะองค์กรนายจ้างอาจควักเงินช่วยเหลือ หรือจัดตั้งเป็นสหกรณ์ หรือเปลี่ยนเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่า แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ไม่กลับไปมีปัญหาเดิมอีก ซึ่งต้องจัดการด้วยระบบพี่เลี้ยง ช่วยดูแล ติดตามและให้คำแนะนำที่ถูกต้องตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นงานนี้จึงมีความยาก แต่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่พี่เลี้ยงและองค์กรนายจ้างที่ได้ช่วยเหลือพนักงานจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ช่วงท้ายของการอบรม ในการทำ Workshop ถามว่าถ้าจะกลับไปจัดกิจกรรมในที่ทำงาน อะไรเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จ (Key success factor) ที่สำคัญที่สุด? หลังจากระดมสมองกันในกลุ่มก็ได้คำตอบที่เป็น เอกฉันท์ว่า ผู้นำองค์กร หรือ “CEO”
ไฟเขียวจาก CEO เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาพร้อมแล้ว รอแต่ CEO นายจ้างใจดีที่เห็นว่าพนักงานเป็นสมาชิกในครอบครัว ห่วงใย ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงาน สนับสนุนให้มีการให้ความรู้หรือจัดกิจกรรมกระตุ้นการรู้ใช้ รู้เก็บ และรู้ลงทุนอย่างถูกวิธี ช่วยรักษาความเจ็บป่วยทางการเงินของพนักงานไม่ให้ป่วยเรื้อรัง หรือกลับมาป่วยซ้ำอีก ให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเมื่อเกษียณจากการทำงาน ซึ่งแม้ CEO ไม่หวังผลตอบแทนกลับคืน แต่แน่นอนว่าจะได้รับทั้งความนับถือ ความผูกพัน และการทุ่มเททำงาน เพราะเขาจะรู้สึกว่าที่ทำงานคือครอบครัวของเขาเช่นเดียวกัน ...ให้สิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นตอบค่ะ
องค์กรนายจ้างใจดีที่สนใจในโครงการความรู้การเงินในที่ทำงาน (ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรม) สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.start-to-invest.com หรือติดต่อ ก.ล.ต. ที่โทร. 1207 กด 3
“ก.ล.ต. อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







