
ความท้าทายสิ่งทอไทย (จบ)
บทบาทอุตสาหกรรม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ในปัจจุบันลดน้อยถอยลงตามลำดับ แม้ว่ามูลค่าส่งออกจะ ทรงตัว ไม่ลดลงมากนักก็ตาม โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2557 ไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรวม 2,390 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเล็กน้อยคือ ลบ 0.6% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2556
บทบาทอุตสาหกรรม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ในปัจจุบันลดน้อยถอยลงตามลำดับ แม้ว่ามูลค่าส่งออกจะ ทรงตัว ไม่ลดลงมากนักก็ตาม โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2557 ไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรวม 2,390 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเล็กน้อยคือ ลบ 0.6% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2556
เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ในเออีซีคือ เวียดนาม นับเป็น ผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก มีมูลค่าส่งออกในช่วงเดียวกันอยู่เกือบ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากเป็น 2 เท่าครึ่งของไทย โดยมูลค่าส่งออกของเวียดนามมีอัตราเติบโตสูงมากถึง 20% เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2556
จากข้อได้เปรียบของเวียดนามที่กล่าวไปในฉบับเมื่อวานทำให้มีนักลงทุนไทยย้ายไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของเวียดนาม คือ การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) ในส่วนสินค้าเครื่องนุ่งห่มคาดว่าจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ปั่นด้ายเป็นต้นไป (Yarn Forward) ตามข้อเสนอของสหรัฐ ซึ่งกำหนดต้องใช้ เส้นด้ายที่ผลิตภายในประเทศของตนแองหรือจากประเทศสมาชิก TPP ด้วยกัน ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอขั้นต้นน้ำ และกลางน้ำของเวียดนาม ทั้งในส่วนการผลิตเส้นด้าย ผ้าผืน และฟอกย้อม แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะที่ผ่านมา แต่ผลผลิตยังต่ำกว่าความต้องการมากที่เติบโตในอัตราสูงมาก
ดังนั้น จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมากถึง 90% โดยเกือบทั้งหมดนำเข้าจากจีน ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศที่กำลังร่วมเจรจา TPP แต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นโอกาสของไทยอย่างที่คิด เนื่องจากไทยไม่ได้เข้าเจรจา TPP เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ คาดว่าเวียดนามจะพยายามแก้ไข โดยในระยะสั้นพยายามแสวงหาวัตถุดิบจากประเทศอื่น ที่เข้าร่วมเจรจา TPP โดยเฉพาะมาเลเซีย ส่วนในระยะยาวได้พยายามเร่งรัดการลงทุนอุตสาห กรรมสิ่งทอขั้นต้นน้ำและกลางน้ำภายในประเทศ
การไปลงทุนในอุตสาหกรรมปั่นด้าย ทอผ้า และฟอกย้อม ในเวียดนาม จึงนับว่ามีโอกาสทางธุรกิจสูงเนื่องจากอุปทาน ไม่เพียงพอกับความต้องการเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการตั้งฐานผลิตในเวียดนาม โดยเฉพาะกระบวนการขั้นฟอกย้อมนั้น ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ รัฐบาลท้องถิ่นของเวียดนามเข้มงวดอย่างมากในมาตรการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีกฎระเบียบเข้มงวดกว่าของไทยด้วยซ้ำ โดยขณะที่ประเทศอื่นๆ กำหนด ให้บำบัดน้ำเสียอย่างมากที่ระดับ Class B เท่านั้น
กล่าวคือ น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะต้องมีคุณภาพสูงสามารถนำไปรดผักหรือเลี้ยงปลาได้ แต่เวียดนามกำหนดต้องอยู่ที่ระดับสูงกว่านั้นเสียอีก โดยกำหนดให้ต้องอยู่ระดับ Class A กล่าวคือ สามารถนำน้ำมาดื่มกินได้ ทำให้ต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายในระบบบำบัดน้ำเสียเป็นเงินสูงมาก







