posttoday
ตัวแปรกำหนดราคาทองคำ

ตัวแปรกำหนดราคาทองคำ

24 พฤษภาคม 2553

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นพิเศษจะมีความจำเป็นลดลงไปเรื่อยๆ และความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงจะลดลงไปด้วย

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นพิเศษจะมีความจำเป็นลดลงไปเรื่อยๆ และความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงจะลดลงไปด้วย

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ กรรมการสมาคมนักวิเคราะห์และผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสบล.ธนชาต [email protected]

“ธนชาต เอกเซ็กคิวทีฟ ฟอรั่ม” เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 ได้จัดสัมมนาเรื่อง “การลงทุนในทองคำ : ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำ นำเสนอโดย มร.Sunil Kashyap เอ็มดีของ Scotia Mocatta & FX หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงทองคำที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ วันที่บรรยายเรื่องนี้พอดี

งานนี้ มร.สุนีล ไม่ได้ฟันธงว่า ราคาทองคำจะไปต่อหรือไม่ แต่ได้ให้ข้อมูลที่ประโยชน์อย่างมากต่อทิศทางราคาทองคำ โดยชี้ถึงตัวแปรด้านซับพลายและดีมานด์ของทองคำ ดังนี้

ปัจจัยด้านปริมาณทองคำ

ประการแรก ปริมาณการผลิตทองคำจากเหมืองทอง

ปริมาณทองคำที่ผลิตได้จากเหมืองทองไต่ขึ้นตลอด จากระดับ 1,400 ตัน/ปี ในปี 1980 มาทรงตัวอยู่แถว 2,500 ตัน/ปี ในช่วง 1998-2003 จากนั้น ค่อยๆ ลดลง แม้ราคาทองคำจะถีบตัวขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จูงใจให้มีการขุดหาทองคำมากขึ้น แต่ปริมาณการผลิตทองยังไม่ทะลุเพดานเดิมที่ 2,500 ตัน/ปี กล่าวได้ว่า ปริมาณทองคำที่ผลิตจากเหมืองเก่าและใหม่รวมกันยังมีแนวโน้มทรงตัว ข้อมูลนี้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ปริมาณทองคำมีอยู่อย่างจำกัด

ประการที่ 2 การนำทองเก่าออกมาขาย

ราคาทองคำที่ถีบตัวขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยั่วยวนให้คนที่ครอบครองทองเก่าอยู่ไม่ว่าจะเป็นทองแท่งหรือทองรูปพรรณ ขายของเก่าออกมา โดยในปี 2009 มีการขายทองคำเก่าเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงราว 320 ล้านตัน หากราคายังพุ่งต่อ มีแนวโน้มว่า ทองเก่าจะถูกนำออกมาขายเพิ่มเติม

ประการที่ 3 แรงขายจากธนาคารกลาง

ณ เดือน มี.ค. 2010 ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกันถึง 30,190 ตัน ส่วนใหญ่อยู่ในมือของชาติอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ไล่เรียงจากสหรัฐอเมริกา 8,133 ตัน เยอรมนี 3,407 ตัน ไอเอ็มเอฟ 3,005 ตัน อิตาลี 2,452 ตัน ฝรั่งเศส 2,435 ตัน และจีน 1,054 ตัน เป็นต้น

สถิติบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางโดยเฉพาะของชาติอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ทยอยระบายทองคำออกสู่ตลาดโลก ตลอดช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แม้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะมีแรงซื้อจากธนาคารกลางของประเทศอื่น เข้ามา|รับบ้างก็ตาม แต่สุทธิแล้วธนาคารกลางทั่วโลกยังทยอยขายทองคำออกมา

ปัจจัยด้านความต้องการทองคำ

ประการแรก ดีมานด์จากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการทองคำจากอุตสาหกรรมจิวเวลรีลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 84% ของดีมานด์รวมในปี 1998 เหลือเพียง 52% ในปี 2009 สาเหตุหลักคือ ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นมาก จนทำให้ราคาจิวเวลรีแพงขึ้นตามไปด้วย ความต้องการทองคำจากอุตสาหกรรมนี้จึงลดลงนั่นเอง

ประการที่ 2 ความต้องการเพื่อลงทุน

ในมุมกลับกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนพุ่งขึ้น จาก 0% ของดีมานด์รวมในปี 1998 เป็น 29%! ในปี 2009 โดยในปี 2009 ดีมานด์เพื่อการลงทุนในทองคำสูงถึง 1,800 ตัน จากราว 800 ตันในปี 2008 เนื่องจากทองคำถูกมองว่า เป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) และเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงมีความเชื่อว่า ในระยะยาวราคาทองคำมีแนวโน้มขึ้น เนื่องจากทองคำมีจำกัด แต่ความต้องการมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ประการที่ 3 ดีมานด์จากภาคอุตสาห กรรมอื่นที่ใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (6% ของดีมานด์รวมในปี 1998 เป็น 8% ในปี 2009) และจากอุตสาหกรรมเหรียญทองคำ (4% ของดีมานด์รวมในปี 1998 เป็น 7% ในปี 2009)

นอกจากตัวแปรข้างต้นแล้ว ยังมีตัวแปรอื่นที่กระทบต่อราคาทองคำ ดังนี้

นโยบายการเงิน หากธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินพร้อมๆ กัน ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น ราคาทองคำจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้น่าพิจารณาว่า หากมีสัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การผ่อนปรนนโยบายการเงินเป็นพิเศษที่ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินมากว่า 7 ไตรมาส จะมีความจำเป็นลดลง ซึ่งจะส่งผลลบต่อราคาทองคำ

แนวโน้มค่าเงิน ในช่วงที่เงินสกุลหลักของโลกเสี่ยงที่จะอ่อนค่ามากๆ จะมีความต้องการทองคำจากธนาคารกลางของประเทศอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงปลายปี 2008-ครึ่งแรกของปี 2009 ที่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในสหรัฐกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรง หรือล่าสุดที่วิกฤตหนี้สาธารณะในอียูกำลังถ่วงค่าเงินยูโร ในช่วงดังกล่าว ธนาคารกลางของประเทศอื่นโดยเฉพาะของประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging Countries) จะพยายามลดการถือครองสกุลเงินที่มีแนวโน้มอ่อนค่า และปรับเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง|เงินตราต่างประเทศ

นอกจากนั้นยังมีตัวแปรอื่นๆ เช่น ทิศทางเงินเฟ้อและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ วัฏจักรธุรกิจ ความผันผวนทางการเมือง เป็นต้น

แม้มร.สุนีลจะไม่ได้ฟันธงว่า ราคาทองคำจะไปต่อหรือไม่ แต่ผมตีความเองว่า ราคาทองคำระยะสั้นพุ่งขึ้นเร็วเกินไป จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นเร็วเกินไป ทำให้ความต้องการทองคำจากอุตสาหกรรมจิวเวลรีลดลงอย่างมาก ขณะที่จูงใจให้คนที่มีทองเก่า รวมถึงธนาคารกลางของชาติอุตสาหกรรมและไอเอ็มเอฟทยอยขายทองคำออกมา

นอกจากนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นพิเศษจะมีความจำเป็นลดลงไปเรื่อยๆ และความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงจะลดลงไปด้วย ดังนั้น หากต้องการลงทุนในทองคำควรดึงจังหวะการเข้าซื้อช่วงที่ราคาอ่อนตัวมากๆ เท่านั้น

ส่วนตัวแล้ว ผมมีเงินลงทุนในทองคำเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมองว่า ในระยะยาวแล้ว ทองคำให้ผลตอบแทนต่ำ แพ้การลงทุนในหุ้น ที่สำคัญผมเคยเห็นแต่หุ้นห่านทองคำ แต่ผมไม่เคยเห็นทองคำออกไข่ครับ หมายความว่า ทองคำไม่เคยให้ดอกเบี้ยหรือปันผล หวังผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาอย่างเดียวเท่านั้น ขณะที่การลงทุนในหุ้นดีๆ นอกจากจะได้ปันผลสม่ำเสมอแล้ว ยังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาอีกด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท