
เอกชนรื้อภาษีอย่าทำแค่"ปะผุ"
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนชัดเจนแน่นอนว่าจะมีการปฏิรูปในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทยด้วย
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธพงศ์
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแผนชัดเจนแน่นอนว่าจะมีการปฏิรูปในหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทยด้วย
กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย ในฐานะที่เป็นตัวแทน 7 องค์กรภาคเอกชน จะเสนอการปฏิรูปภาษีให้ คสช.ในเร็วๆ นี้ ระบุว่า แผนปฏิรูปภาษีที่กระทรวงการคลังพยายาม เสนอในขณะนี้ เป็นเพียงการปะผุภาษี เท่านั้น แต่ไม่ได้รื้อ และทำโครงการ สร้างภาษีใหม่ และไม่ใช่เรื่องเสียหาย ที่จะนำโครงสร้างภาษีต่างประเทศ มาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะสิงคโปร์
ทั้งนี้ ข้อเสนอของ 7 องค์กรเอกชน มีทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน โดยออกเป็นประกาศของ คสช. เพื่อให้มีผลบังคับเป็นกฎหมายก่อน มาตรการระยะกลาง จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติ เพื่อศึกษาและคัดเลือกกฎหมาย พร้อมร่างกฎหมายต่างๆ ให้เสร็จภายใน 6-12 เดือน และมาตรการระยะยาว ควรจัดตั้งหน่วยงานจัดเก็บภาษีที่เป็นอิสระปราศจากการเมือง
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีสามารถดำเนินการได้ภายใน 1-3 เดือน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีเฉพาะกิจ ประกอบด้วยภาครัฐและเอกชน และนำผลการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีทั้งหมดที่เคยศึกษามาแล้ว ทั้งของภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ รวมทั้งความคิดเห็นของประชาชนมาบูรณาการ เลือกสิ่งที่ดีสุดที่มีความสำคัญและจำเป็นที่สุด
สำหรับโจทย์ที่สำคัญ คือ การสร้างฐานภาษีให้มากขึ้น จะต้องมีมาตรการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษี ทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อดึงให้ทุกคนมาอยู่ในระบบฐานภาษี ที่สำคัญคือ ระบบภาษีต้องเป็นธรรม โปร่งใส สร้างจิตสำนึกให้ทุกคนมีหน้าที่ จะต้องจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง
กิติพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ 7 องค์กร คือ ควรมีการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ที่มีเงินได้ทุกคนยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าเงินได้นั้นจะต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษี เพื่อให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นอกจากนี้ ต้องดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้น้อยเข้ามาในระบบ แต่ให้มีอัตราการเสียภาษีน้อย แบ่งเป็นตามขั้นบันได ไม่ใช่ไม่ต้องเสียภาษีเลย เพื่อที่รัฐจะได้ตรวจสอบความถูกต้องการเสียภาษีได้ ทั้งระบบ (เช็กแอนด์บาลานซ์) แก้ไขปัญหาการ หลบเลี่ยงภาษี
กิติพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันเอสเอ็มอีในต่างจังหวัด มีการหนีภาษีและทำบัญชี 2 เล่ม เนื่องจากอัตรา ภาษีสูง ทำให้มีความพยายามที่จะหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีหรือเสียภาษีให้น้อยลง โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการทุจริต ทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีต่ำกว่า เป้าหมาย
สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ปัจจุบันลดลงเหลือ 20% ภาษีเงินปันผล 10% (ภาษีสุทธิรวมเป็น 28%) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราสูงสุด 35% มีข้อเสนอว่าในส่วนนิติบุคคล ควรลดภาษีเงินปันผล จาก 10% เป็น 5% และยกเลิกการเครดิตภาษี ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีสุทธิของบริษัท อยู่ที่ 24% หรือจะกำหนดขั้นบันไดของภาษีเงินได้นิติบุคคลของเอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอี ที่มีกำไรไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้เก็บตามขั้นบันได เริ่มจาก 5-15% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ลดอัตราสูงสุดเหลือ 25%
สำหรับการปฏิรูปภาษีศุลกากรนั้น ควรพิจารณายกเลิกเงินสินบน และรางวัลนำจับ เพราะปัจจุบันเป็นการทุจริตทั้งโดยชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการข่มขู่ผู้ประกอบการที่สุจริตเพื่อให้ได้เงินสินบน ขณะที่รางวัลนำจับจะตกเป็นของเจ้าหน้าที่ 55%
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ คสช.ควรออกประกาศ ให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้ของบรรดา นักการเมืองที่หนีภาษี แต่ไม่เคยยื่นเสียภาษีเงินได้ หรือเสียภาษีน้อยมากอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีแล้ว ควรจะต้องออกกฎหมายยกเว้นไม่ตรวจสอบภาษี ย้อนหลังกับผู้ที่เสียภาษีอย่างครบถ้วน ในขณะเดียวกัน ก็ควรมีบทลงโทษผู้เสียภาษีอย่างเคร่งครัดและรุนแรง ทั้งทางแพ่งและทางอาญา
“ต้องทำให้ทุกคนมีจิตสำนึกว่าจะต้องจ่ายภาษี เพื่อดึงทุกคนเข้าระบบภาษี จากนั้นจะต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมว่า รัฐบาลจัดเก็บภาษีแล้วนำไปใช้จ่ายอย่างไร โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เก็บแล้วไปทำโครงการ ประชามหานิยมเพื่อหาเสียง หรือเอามาคอร์รัปชั่น เช่น ผู้ที่เสียภาษีถูกต้องทุกปี มีสิทธิกู้เงินซื้อบ้าน หลังแรกหรือรถคันแรกอัตราดอกเบี้ยถูกพิเศษ







