
จัดการเงินๆ ทองๆ อย่างไรเมื่อคู่สมรสเสียชีวิต
ความสำคัญของการเงินส่วนบุคคลนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่การออมเงินและลงทุนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ควรทราบโดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิในมรดกมากแค่ไหน และจะต้องเข้าไปดำเนินการเรื่องปิดบัญชีสินทรัพย์ต่างๆ ของคู่สมรสของตนหรือไม่อย่างไร
ความสำคัญของการเงินส่วนบุคคลนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่การออมเงินและลงทุนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ควรทราบโดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิในมรดกมากแค่ไหน และจะต้องเข้าไปดำเนินการเรื่องปิดบัญชีสินทรัพย์ต่างๆ ของคู่สมรสของตนหรือไม่อย่างไร
ก่อนอื่นขอกล่าวถึงหลักทั่วไปเกี่ยวกับการรับมรดกก่อน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดผู้มีสิทธิรับมรดก หรือ “ทายาท” แบ่งเป็นสองประเภทคือ ทายาทโดยพินัยกรรม ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ผู้เสียชีวิตตั้งใจที่จะมอบทรัพย์สินให้ โดยจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือไม่ก็ได้ และทายาทโดยธรรม ซึ่งกฎหมายมีบทบัญญัติเพื่อลดปัญหาการเกิดข้อพิพาทกัน
สิทธิในการรับมรดกของทายาทโดยธรรมนั้นแบ่งเป็น 6 ลำดับ ลำดับแรกคือผู้สืบสันดาน ซึ่งต้องขออธิบายยาวหน่อย เพราะในทางกฎหมายแล้วคำว่า “ผู้สืบสันดาน” กินความหมายกว้างกว่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายจากบิดามารดาที่สมรสกัน หรือแม้แต่หลานและเหลน แต่ยังครอบคลุม บุตรที่บิดาจดทะเบียนรับรอง แม้บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรก็ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานของบิดา บุตรนอกกฎหมาย (เช่น เกิดจากฝ่ายสามีไปมีภรรยาน้อย) โดยผู้เป็นบิดาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมให้การรับรองว่าเป็นบุตรของตน เช่น ใช้นามสกุลเดียวกับบิดา แจ้งในใบสูติบัตรว่าเป็นบิดา อุปการะเลี้ยงดูให้ค่าเล่าเรียน เป็นต้น รวมทั้งกรณี บุตรบุญธรรม ซึ่งก็ถือว่ามีฐานะเช่นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้สืบสันดานในลำดับแรกนี้เช่นกัน
ลำดับถัดไป ลำดับที่สองคือบิดามารดา ลำดับที่สามคือพี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกัน ลำดับที่สี่คือ พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ลำดับที่ห้าคือ ปู่ ย่า ตา ยาย และลำดับที่หกคือ ลุง ป้า น้า อา โดยสองลำดับแรกจะเรียกว่าญาติสนิท ได้แก่ ผู้สืบสันดาน บิดา และมารดาของผู้เสียชีวิต ส่วนที่เหลือจะเรียกว่าญาติห่าง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุที่ต้องแบ่งมรดกกัน ไม่ได้แปลว่าทุกคนในทุกลำดับชั้นจะเข้ามามีส่วนแบ่ง แต่จะ อิงหลัก “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” แปลว่าหากมีญาติสนิทอยู่แม้เพียงคนใดคนหนึ่ง ก็จะเป็นผลให้ญาติห่างทั้งหมดไม่มีสิทธิใดๆ ในกองมรดกนั้น นอกจากนี้ ญาติสนิทจะไม่ตัดกันเอง แปลว่าหากมีทั้งลำดับที่หนึ่งและสองอยู่ก็จะนำมาแบ่งสรรปันส่วนกัน
คราวนี้มาถึงคำถามว่า “คู่สมรส” อยู่ไหนในลำดับทายาท? จริงๆ แล้ว คู่สมรสถือเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแบบพิเศษ” นอกจากมีสิทธิในสินสมรสครึ่งหนึ่งแล้ว ยังคงมีสิทธิในส่วนแบ่งจากกองมรดกของคู่สมรสของตน และที่สำคัญคืออยู่เหนือ เงื่อนไขญาติสนิทตัดญาติห่าง เรียกได้ว่าต่อให้เหลือแค่ญาติลำดับที่หกก็ตาม คู่สมรสจะสามารถได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกเสมอ
สมมติว่าสามีมีสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ 2 ล้านบาท โดยทำมาหาได้หลังจดทะเบียนและนับเป็นสินสมรสทั้งหมด หากเกิดเหตุเสียชีวิตขึ้นมา ขั้นแรกคือแบ่งสินสมรสก่อนครึ่งหนึ่ง คือแบ่งให้ฝ่ายภรรยาไปเลย 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจึงเรียกว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ซึ่งจะนำมาเป็นกองมรดกและแบ่งกัน ทั้งนี้ การแบ่งสินสมรสไปแล้วไม่ได้ทำให้คู่สมรสเสียสิทธิในกองมรดก ตัวอย่างเช่น หากผู้เสียชีวิตมีทายาท 3 คน ได้แก่ บุตร บิดา และมารดาของผู้เสียชีวิต เวลาแบ่งกันจะต้องให้ฝ่ายภรรยาเข้ามาร่วมวงด้วย อย่างในกรณีที่เป็นญาติสนิทนั้นฝ่ายภรรยาจะเข้ามาหารเท่ารวมเป็น 4 คน ทำให้แต่ละฝ่ายได้ส่วนแบ่งคนละ 2.5 แสนบาท รวมแล้วภรรยาได้ไป 1.25 ล้านบาท จากทั้งหมด 2 ล้านบาท
หากสามีไม่มีทายาทลำดับที่หนึ่งและสองแล้ว แต่มีทายาทลำดับที่สามหรือสี่อยู่ ภรรยามีสิทธิได้ครึ่งหนึ่งของกองมรดก ส่วนที่เหลือจึงไปแบ่งกันระหว่างหมู่พี่น้อง และหากมีเหลือแค่ลำดับห้ากับหก ภรรยาจะได้ไปสองในสามส่วน เหลือเท่าไรจึงแบ่งตามจำนวนคนต่อไป ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนสมรสมีความสำคัญอย่างมาก
อีกประเด็นหนึ่งคือหากคู่สมรสเสียชีวิตแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเข้ามาจัดการบัญชีเงินฝาก หุ้น กองทุนรวม หรือไม่อย่างไร ประเด็นแรกที่ควรทราบคือ การเป็นคู่สมรสไม่ได้แปลว่าจะเป็นผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติหลังคู่สมรสตนเสียชีวิต หากพินัยกรรมระบุว่าใครเป็นผู้จัดการก็ให้ผู้นั้นไปดำเนินการ หากไม่ได้ระบุในพินัยกรรมก็ต้องรอให้ศาลสั่ง
การปิดบัญชีเงินฝาก กองทุนรวม หรือหุ้นก็ไปติดต่อที่ธนาคาร บลจ. หรือ บล. แล้วแต่กรณีสิ่งที่ขอแนะนำคือ ปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้ตายเป็นลำดับ สุดท้าย มิเช่นนั้นจะมีปัญหาว่าไม่สามารถโอนเงินค่าขายกองทุนหรือหุ้นมาให้ได้
กรณีกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง LTF และ RMF นั้นก็สามารถขายได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ครบอายุการถือครองและไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี เพราะเป็นการขายคืนในกรณีถึงแก่กรรม
สำหรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ให้ผู้รับประโยชน์ไป ติดต่อกับบริษัทประกันเพื่อขอรับเงินเงินค่าสินไหมต่างๆ ได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการให้ และเงินค่าสินไหมนี้ไม่ถือเป็นทรัพย์สินในกองมรดก เว้นแต่ว่าผู้รับประโยชน์เสียชีวิตไปแล้วเงินค่าสินไหมจึงไปนับรวมในกองมรดกอยู่ด้วย
อย่าลืมรักษาสิทธิ...จดทะเบียนสมรสกันนะครับ







