
กลัวอดมากกว่ากลัวตาย ชีวิตแม่ค้าสีลม รีบขาย รีบเผ่น
8...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
เสียงเชื้อเชิญลูกค้าแฝงด้วยความขบขันของพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว สีลม ซอย 8
“เลือกนั่งได้เลยพี่ ตรงนู้นก็ได้ ไม่ร้อน วันนี้มีที่ตั้งโต๊ะเยอะ”ลูกค้าสีลมอาจรู้สึกพึงพอใจที่วันนี้มีร้านขายอาหารหลงเหลืออยู่ และมีที่เลือกให้นั่งได้มากพอ ไม่ต้องต่อคิวรอเหมือนทุกวัน
ขณะที่พ่อค้าแม่ขายบนถนนเส้นนี้ดีใจที่ได้กลับมาเปิดร้านขายอาหารอาชีพหลักในการประทังชีวิต
แม้จะเกิดเหตุร้ายละแวกสีลม อาคารสำนักงานทุกแห่งปิดตาย แต่ก็ยังพอมีพนักงานระดับล่างที่ต้องเดินเข้ามาเอาเอกสารสำคัญ
รวมทั้งบางอาคารที่ใจกล้าสั่งเปิดทำการตามปกติ เช่นบริษัทบางแห่งที่อยู่ในอาคารบุญมิตร ตรงข้ามธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
พ่อค้าแม่ค้าบางรายยอมเสี่ยงตายตั้งรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว น้ำ หมูปิ้ง หมูทอด อาหารที่หยิบฉวยรับประทานได้ง่ายมาจำหน่าย
เหมือนที่
“จิระ พรหมด้วง” พ่อค้าร้านก๋วยเตี๋ยวหมู่ตุ๋น เจ้าของเสียงข้างต้นที่พูดเชื้อเชิญลูกค้า เรียกแขก รีบขาย รีบเผ่น ก่อนถึงเวลาเคอร์ฟิว“
กลัวซิ กลัวเต็ม 100% แต่กลัวอดตายมากกว่า โธ่น้อง เดือนนี้ค่าเช่าที่ยังไม่ได้เลย ยังไม่รู้จะเอาที่ไหนไปจ่าย” จิระพูดกับเรา ขณะที่ขาก็ยังเดินพล่าน กับการเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นรายนี้บอกอีกว่า เปิดร้านขายเป็นวันแรก แม้ร้านจะตั้งเยื้องธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่แค่ฟากถนน แต่ก็ให้กำลังใจตัวเอง และภรรยาที่มาขายของด้วยกันว่า
“
วันนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ ยังไงก็ต้องขาย ใกล้ถึงวันจ่ายค่าเช่าแล้ว”จิระบอกว่า ต้องจ่ายค่าเช่าที่เดือนละ 5,000 บาท แต่ตลอดเดือนนี้ทั้งเดือนสถานการณ์ย่ำแย่ ร้านหยุดขายไปหลายวัน วันที่หยุดก็มีแต่เรื่องใช้เงิน การตั้งร้านวันแรก จึงลงของไม่มาก เพราะต้องรีบขาย รีบกลับ ไม่รู้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
วันเพ็ญ โพธิ์เอน สาวยาคูลท์ วัย 45 ปี วันนี้เธอเลือกตั้งรถเข็นขายยาคูลท์หน้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพราะอาคารสำนักงานที่เธอจัดส่งยาคูลท์ตั้งแต่อาคารซิลลิคจนถึงอาคารสีลม คอมเพล็กซ์ปิดตาย
ไม่ต้องพูดถึงว่า สภาพภายในรถเข็นยังมียาคูลท์เต็มจำนวนมากเท่าใด เพราะจากจำนวนที่เธอบอกต้องจัดส่งยาคูลท์แต่ละวันจาก 1,000 ขวด เหลือวันนี้ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยังขายได้ไม่ถึง 100 ขวด ทำให้ค่าคอมมิชชันที่เคยได้วันละ 600700 บาท เหลือไม่ถึง 60 บาท รายได้วันนี้ยังไม่พอค่ารถที่จะเดินทางกลับบ้านที่รามอินทราก่อนถึงช่วงเวลาเคอร์ฟิว
“
สาวยาคูลท์ไม่ได้เงินเดือน เราได้แต่ค่าคอมมิชชันขวดละ 70 สตางค์ ถ้าขายปลีก แต่ถ้าขายส่งได้ขวดละ 30 สตางค์ ตอนนี้ได้รับผลกระทบมาก ไม่รู้บริษัทจะเรียกพูดคุยเพื่อช่วยเหลือหรือเปล่า เห็นบอกแว่วๆ ว่าจะมีการประชุม แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน ถ้าร้านค้าขายไม่ได้ อาคารสำนักงานไม่สั่งเราก็อยู่ไม่ได้” วันเพ็ญ กล่าวครั้นถามว่า มีแผนจะเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ วันเพ็ญกลับบอกด้วยดวงตาเศร้าสร้อย
“เราอายุเยอะแล้ว จะไปหาอะไรทำ ขายยาคูลท์มาตั้ง 12 ปี”เช่นเดียวกับ โสภาและวริศรา แม่ค้าขายเสื้อยืด ที่วันนี้ใช้พื้นที่หลบแดดหน้าธนาคารกสิกรไทย สีลม เยื้องธนาคารกรุงเทพ ตั้งแผงขายเสื้อเป็นเพื่อนกัน 2 คน
โสภาบอกว่า ขายเสื้อผ้าบนถนนสีลมมากว่า 10 ปีแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ตั้งแต่ตั้งแผงจนถึงขณะนี้นับจำนวนลูกค้าต่างชาติได้เพียง 3 คนที่เดินผ่าน ได้แต่ทำใจ และคิดว่าอย่างไรก็ต้องออกมาขาย ก่อนจะอดตาย ขายให้ทหาร ตำรวจที่อยู่เฝ้าถนนสีลมได้บ้างก็ยังดี
“
เราต้องรับผิดชอบตัวเองหรืออย่างไรน้อง รัฐจะช่วยอะไรเราได้บ้าง ประชาชนอย่างเรา เวลาเดือดร้อนจะไปเรียกร้องกับใครได้” เธอพูดด้วยความคับแค้นใจโสภายอมรับว่า ขณะนี้ก็คิดอยู่ว่าจะทำอะไรกันต่อไป เพราะค่าใช้จ่ายสูง ไหนจะดูแลตัวเองแล้ว ยังต้องดูแลลูกอีก รัฐบาลที่บอกว่าช่วยค่าเล่าเรียน 750 บาท แค่ชุดนักเรียนที่ต้องจ่ายในราคา 600 บาท ก็ใกล้เคียงกับค่าเล่าเรียนแล้ว ฉะนั้นคงพึ่งรัฐไม่ได้
“
ต่อไปชีวิตพวกพี่จบแล้ว กว่าจะรอลูกค้าฝรั่งมาใหม่ช่วงฤดูท่องเที่ยวก็แค่ 45 เดือน นี่โลว์ซีซัน แล้วมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีก ต่อไปก็เจอหน้าฝน จบแล้วชีวิต ฝากหน่อยนะน้อง ช่วยกันหน่อย ช่วยบอกรัฐบาลหน่อย ให้รีบทำอะไรให้เร็วสุดๆ พวกเราหยุดกันเป็นเดือนแล้ว ไม่มีลูกค้า ที่นี่มีแต่ทหาร ตำรวจ ถ้าพี่เปลี่ยนตลาดไปขายคนไทย ก็ต้องไปแย่งแม่ค้าเดิม แล้วเขาจะอยู่กันยังไง ลูกค้าก็มีแค่กลุ่มเดียว”ขณะที่ วริศรา เพื่อนโสภาเดินมาสมทบ ให้ข้อมูลว่า ค่าเช่าแผงถนนสีลมต่อเดือนอยู่ราว 1 หมื่นบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ เคยขายของได้ถึงวันละ 7,0008,000 บาท แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบิน สถานการณ์ก็เริ่มแย่ลง ต่างชาติน้อยลง ใช้เวลา 1 ปี กว่าต่างชาติจะกลับมา แต่นั่นก็ยังส่งผลกระทบต่อคนส่วนเดียว คือชาวต่างชาติ
ขณะที่คราวนี้หวั่นใจว่า เหตุการณ์ที่เผาทำลายบ้านเมือง และห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะส่งผลกระทบไปถึงคนทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นผลกระทบที่ขยายวงกว้างมากกว่าการปิดสนามบินด้วยซ้ำ
ส่งผลให้คนประหยัด กำลังซื้อลดลง เพราะหลายคนก็ต้องเจอสภาพตกงาน แม่ค้าต้องได้รับความเดือดร้อนแน่
“
วันนี้ขอพี่เปิดบิลได้ 1020 ตัวก็ยังดี ปลายสัปดาห์ก่อนที่มีการยิง เสธ.แดง เริ่มปิดศาลาแดง นั่นพี่ไม่ได้เปิดบิลเลยนะน้อง พี่ก็ไม่รู้จะทำไง พูดไม่ถูกเหมือนกัน นี่ถ้า 5 โมงเย็นไม่มีคน พี่ก็เก็บ โทรศัพท์ชวนกัน 2 คนมาลองเสี่ยงดู อยู่บ้านก็เครียด” วริศรา กล่าวด้านสุวรรณา แซ่กัง แม่ค้าขายหนังสือพิมพ์เยื้องธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ อยู่หัวถนนสีลม ซอย 6 เป็นแม่ค้าหนังสือพิมพ์รายเดียวที่เดินทางมาขายหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตั้งแต่เหตุการณ์ไม่ปกติ
สุวรรณาบอกว่า ขายหนังสือพิมพ์ที่นี่มาตั้งแต่ปี 2525 จึงรู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ หนังสือพิมพ์จะขายดี เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเผากรุง ก็ทำให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับขายดีไม่แพ้เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ครั้งนั้นก็ยังออกมาตั้งแผงขายหนังสือพิมพ์อยู่ในพื้นที่นี้
“
ถ้าถามนี่ก็เพิ่งเคยเห็น ตอนพฤษภาทมิฬ ยังไม่ถึงขั้นเผาบ้านเผาเมืองอย่างนี้ นี่เราเห็นแล้วสลดใจ ช่วงนั้นจำได้ หนังสือพิมพ์ขายดี อยู่ขายกันจนถึง 3 ทุ่ม พอเห็นโกลาหลจึงเริ่มเก็บเข้าบ้าน อย่างเมื่อวานก็เข้าบ้านตอน 5 โมง เพราะมีเคอร์ฟิว” สุวรรณา กล่าวเธอยอมรับว่า สั่งหนังสือพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในวันที่มีการเผาเมือง วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่เคยสั่ง 10 ฉบับ ก็สั่งเพิ่มเป็น 3040 ฉบับ ส่วนไทยรัฐ ยังรับเท่าเดิม เพราะกลัวเหลือ สำนักพิมพ์ไม่รับคืน
ขณะที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน และเดลินิวส์ จะขายดีที่สุด เช่นเดียวกันหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ หลังจากเกิดข่าวว่า โรงพิมพ์พิมพ์ไม่ได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดคลองเตย ทำให้เหลือ 4 หน้า มีลูกค้าเดินมาสอบถามจำนวนมาก ทำให้จากเดิมที่เคยสั่งเพียง 3 เล่ม ต้องสั่งมาเพิ่มเป็น 10 เล่ม และยังมีลูกค้าเดินมาสอบถามอีกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้ลูกค้าแต่ละคนซื้อหนังสือพิมพ์มากกว่า 1 ฉบับ ส่วนใหญ่จะบอกว่าเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก
นี่คืออีกมุมหนึ่งของถนนคนรวย ที่วันนี้ยังมีคนไม่เคยรวย ทำหน้าที่เลี้ยงปากท้องอย่างแข็งขัน แม้จะรู้ว่ายืนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย







