
ส่อง 9 ตลาดอาเซียนธุรกิจไหนเอสเอ็มอีไทยคู่ควร
เพื่อนบ้านอาเซียนมีโอกาสธุรกิจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองตลาดที่เหมาะสมกับกิจการของตัวเอง แทนที่จะแห่ไปตามกระแสซึ่งมีโอกาสล้มเหลวสูง
เพื่อนบ้านอาเซียนมีโอกาสธุรกิจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองตลาดที่เหมาะสมกับกิจการของตัวเอง แทนที่จะแห่ไปตามกระแสซึ่งมีโอกาสล้มเหลวสูง
ธีรินทร์ รัตนภิญโญวงศ์ ผู้จัดการกลยุทธ์ธุรกิจและอุตสาหกรรม ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานเสวนา "ประเทศในอาเซียน ที่น่าลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี" ที่จัดโดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ว่า ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.สิงคโปร์และบรูไน จำนวนประชากรน้อย แต่มีฐานะดี 2.มาเลเซียและเวียดนาม คู่แข่งสำคัญด้านการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ 3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีตลาดขนาดใหญ่และเติบโตสูง และ 4.กัมพูชา ลาว และพม่า (ซีแอลเอ็ม) เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและ น่าสนใจสำหรับเอสเอ็มอีไทย
กลุ่มแรก สิงคโปร์ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปทั่วโลกและฮับการเงินในภูมิภาค มีจุดเด่นที่บริษัทต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 17% ต่ำสุดในภูมิภาค และต่ำกว่าไทยที่เก็บ 20% แต่สิงคโปร์มีจุดอ่อนเรื่อง ค่าครองชีพสูง ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงมาก
ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้เอสเอ็มอีไทยไปลงทุนในสิงคโปร์ แต่หากทำธุรกิจผ่านตัวแทนจำหน่าย สำนักงานตัวแทน หรือบริษัทโฮลดิ้ง ก็อาจจะช่วย ลดต้นทุนภาษีได้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนเต็มรูปแบบ
บรูไน แม้จะเป็นประเทศร่ำรวย แต่ความน่าสนใจสำหรับธุรกิจไทยน้อยมาก เพราะรวยจากการค้าน้ำมันและมีระบบสนับสนุนจากรัฐ ประกอบกับจำนวนประชากรน้อยและราว 80% ทำงานราชการ ทำให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศ ผู้ประกอบการไทยอาจมีความถนัดมากกว่า แต่ต้องหาช่องทางและสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค
สำหรับ มาเลเซีย มีอุตสาหกรรมคล้ายไทย แต่ก้าวหน้ากว่ามากเนื่องจากพัฒนาสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ในขณะที่ไทยผลิตวัตถุดิบขั้นต้นส่งไปให้มาเลเซียประกอบและส่งกลับมาขายในราคาที่แพงขึ้น เช่น ยางพารา ที่มาเลเซียแปรรูปเป็นถุงมือทางการแพทย์
โอกาสสำหรับเอสเอ็มอีไทยในตลาดมาเลเซียยังมี แต่ต้องเน้นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ใส่เทคโนโลยีหรือพัฒนามากกว่าสินค้าขั้นต้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคมาเลเซียที่มีฐานะดีกว่าและใช้จ่ายมากกว่าไทย
กรณี เวียดนาม มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากและมีพฤติกรรมใช้จ่ายตามใจตัวเอง ชอบสินค้าไฮเทค ประกอบกับที่รัฐบาลเน้นดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคจากต่างชาติ จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจไทยที่สามารถผลิตสินค้าที่แตกต่างและมีลูกเล่น อีกทั้งแบรนด์ไทยได้เปรียบเรื่องคุณภาพ
อินโดนีเซีย เป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ภูมิประเทศเป็นเกาะและโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งยังไม่ดี การทำธุรกิจในอินโดนีเซียยังมีโอกาสมาก เอสเอ็มอีไทยจึงควรเจาะตลาดระดับเล็กๆ ผ่านการกระจายสินค้าไปยังเมืองเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เมืองหลวงจาการ์ตา เช่น สุราบายา บาหลี เมดาน ขณะเดียวกันต้องระวังเรื่องมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่การค้า ซึ่งทางการอินโดนีเซีย มักนำมาใช้ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ด้าน ฟิลิปปินส์ มีตลาดใหญ่พอสมควร รวมทั้งเชี่ยวชาญเรื่องบริการและได้เปรียบเรื่องภาษาอังกฤษ บริษัทต่างชาติหลายแห่งเริ่มมองเห็นแนวโน้มในการลงทุน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะที่เอสเอ็มอีไทยควรเน้นด้านการผลิตในตลาดนี้ ไม่ควรแข่งเรื่องบริการ
3 ประเทศสุดท้ายน่าสนใจมาก เริ่มจาก พม่า เป็นตลาดที่ความเสี่ยง-ผลตอบแทนสูง แม้จะมีโอกาสมากแต่หากจับทางไม่ถูกก็มีโอกาสเจ๊งเช่นกัน เอสเอ็มอีไทยมีโอกาสในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะยังมีความต้องการสินค้าทุกประเภท โดยควรเริ่มจากนำสินค้าไปขายก่อนเข้าไปลงทุนและต้องมีหุ้นส่วนธุรกิจที่ดี
ลาว ประชากรน้อยแต่เริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นจากการที่ทางการเน้นผลิตไฟฟ้าส่งขายเพื่อนบ้านและส่งเสริมการท่องเที่ยว สินค้าต่างๆ ยังมีโอกาสที่ดี แต่ไม่ควรเป็นสินค้าแบบแมส (Mass) ที่มุ่งขายจำนวนมากๆ
กัมพูชา มีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจึงยังไปได้ดี เช่น สปา ร้านอาหาร
น่าสนใจว่าเอสเอ็มอีไทยควรเริ่มจากการค้า ชายแดนที่กำลังเติบโตมาก เมื่อต้องการขยับขยายก็สามารถเข้าไปทำตลาดและสร้างแบรนด์เอง หากธุรกิจแข็งแรงและต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและแรงงานก็ค่อยออกไปลงทุน







