
ธนาคารลอยน้ำ
อินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดปราบเซียนแห่งหนึ่ง เพราะแม้จะมีประชากรมาก แต่ภูมิประเทศที่เป็นเกาะมากกว่า 1.5 หมื่นแห่ง บวกกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ยังไม่ดีนัก ทำให้การทำธุรกิจในอินโดฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครๆ คาดหวัง
อินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดปราบเซียนแห่งหนึ่ง เพราะแม้จะมีประชากรมาก แต่ภูมิประเทศที่เป็นเกาะมากกว่า 1.5 หมื่นแห่ง บวกกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ยังไม่ดีนัก ทำให้การทำธุรกิจในอินโดฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครๆ คาดหวัง
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ดินแดนหมู่เกาะแถบนี้เป็นที่ต้องการของบรรดาเจ้าอาณานิคม เพราะอุดมไปด้วยเครื่องเทศนานาชนิด จนถูกขนานนามว่า หมู่เกาะเครื่องเทศ ซึ่งในยุคนั้นมีค่ามากกว่าทองคำ ในขณะที่เกาะหลายแห่งพยายามผลักดันตัวเองเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง แต่หมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดฯ กลับไม่มีแม้กระทั่งสาขาย่อยของธนาคารมาตั้งเลยสักแห่ง
บลูมเบิร์ก ระบุว่า อีกไม่นาน ชาวเกาะเหล่านี้จะได้สัมผัสกับบริการของธนาคารเหมือนคนบนแผ่นดินใหญ่แล้ว เพราะธนาคารรายใหญ่ในอินโดฯ กำลังจะเข้ามาให้บริการถึงที่ แม้จะไกลปืนเที่ยงแค่ไหนก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาภาคการเงินของประเทศ ไม่ว่าใครจะขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะเลือกตั้งกันในวันที่ 9 ก.ค. นี้ เพราะถึงอย่างไรอินโดนีเซียก็จะยังคงมีความสำคัญในฐานะเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีประชากรมหาศาล รวมทั้งจำนวนคนชั้นกลางและเศรษฐีใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น ล้วนส่งผลต่อความต้องการบริการทางการเงินมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เฉพาะแค่เมืองใหญ่อย่างจาการ์ตาหรือสุราบายา แต่ยังรวมถึงผู้คนในหมู่เกาะต่างๆ ด้วย
บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ประเมินว่า จำนวนคนชั้นกลางและชาวอินโดนีเซียที่มีฐานะมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 141 ล้านคน ในปี 2563 จาก 74 ล้านคน ในปี 2555
ขณะที่ แมคคินซีย์ แอนด์ โค คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า อินโดนีเซียที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 17 ของโลก ด้วยมูลค่าจีดีพี 8.78 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน จะขยับขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 7 ภายในปี 2573
แต่อุตสาหกรรมบริการการเงินของอินโดนีเซียยังต้องพัฒนาอีกมาก บูดี กูนาดี ซาดิคิน ซีอีโอของพีที แบงก์ แมนดิรี ธนาคารรายใหญ่สุดของอินโดฯ ในแง่สินทรัพย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีชาวอินโดนีเซียแค่ 50 ล้านคนที่มีบัญชีธนาคาร จากประชากรทั้งประเทศร่วม 250 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ
ซาดิคินมีแผนจะเจาะตลาดใหม่ๆ โดยเปิดสาขาเพิ่มปีละประมาณ 300 แห่ง เช่นเดียวกับแบงก์คู่แข่งอย่างพีที แบงก์ รัคยัต อินโดนีเซีย ก็มีแผนจะเปิดสาขา 570 แห่ง ที่เน้นการปล่อยกู้รายย่อยแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
น่าสนใจว่า ภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะทำให้ธนาคารต้องข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่อยู่ห่างไกล อย่างกรณีของแบงก์รัคยัตที่ดัดแปลงเรือขึ้นมาเฉพาะ พร้อมติดตั้งตู้เอทีเอ็ม เพื่อให้เรือลำนี้เป็นสาขาลอยน้ำ
การขนส่งเงินสดไปให้ถึงหมู่เกาะห่างไกล ถือเป็นความท้าทายสำหรับทั้งแบงก์รัคยัตและแมนดิรี ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางน้ำโดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เพราะไม่เพียงแต่ใช้เวลานาน แต่ยังต้องขนส่งกันหลายทอด แถมต้องฝ่าฟันกระแสน้ำและแนวหินโสโครกต่างๆ
แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็น่าจะจูงใจแบงก์เหล่านี้ เพราะสามารถเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ได้ถึง 13% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 7% และมีแนวโน้มที่แบงก์อินโดฯ จะสามารถทำกำไรได้ดีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า







