
ค่าบาทผันผวน...ตามการเมือง
....ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในประเทศ (Onshore) ผันผวนในกรอบที่กว้างขึ้นตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ
โดยเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ จากปัจจัยการเมืองในประเทศ และการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ตามกระแสการเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตหนี้ในยูโรโซน
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งและปิดตลาดในช่วงกลางสัปดาห์ที่ระดับ 32.41 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 พ.ค.)
ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินในประเทศปิดทำการระหว่างวันที่ 2021 พ.ค. เงินบาทในตลาดออฟชอร์เคลื่อนไหวใกล้ระดับประมาณ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (เทียบกับที่อ่อนค่าลงกว่าระดับ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์)
ขณะที่สถานการณ์การเมืองในประเทศคลี่คลายขึ้นตามลำดับในช่วงปลายสัปดาห์
ในสัปดาห์นี้ (2428 พ.ค. 2553) ธนาคารพาณิชย์มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน และมีการตัดจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดสิ้นปี 2552 บางส่วน ผ่านระบบธนาคารในช่วงสิ้นเดือนด้วย
อีกทั้งจากสถานการณ์การเมืองที่มีแนวโน้มคลี่คลาย ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Over night) น่าจะกลับมามีระดับหนาแน่นใกล้ 1.15% เช่นเดิม
สัปดาห์นี้ค่าเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบเดิมที่ 32.2032.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ข้อมูลจีดีพีประจำไตรมาส 1/2553
ข้อมูลการส่งออกเดือน เม.ย. พัฒนาการของสถานการณ์การเมือง สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) รวมถึงทิศทางของสกุลเงิน/ ตลาดหุ้นในภูมิภาค
ขณะที่ทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐอาจขึ้นอยู่กับประเด็นเกี่ยวกับวิกฤตการคลังของบางประเทศในยูโรโซน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ อาทิ ดัชนีราคาบ้านเดือน มี.ค. ยอดขายบ้านใหม่บ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลเดือน เม.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ข้อมูลจีดีพีประจำไตรมาส 1/2553 (รายงานครั้งที่ 2) และรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ด้านอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวถึงขยับขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นตลอดสัปดาห์ที่ระดับ 1.205% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.15% ในสัปดาห์ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวจากผลกระทบของเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่สภาพคล่องในตลาดเงินยังมีอยู่มาก
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน รวมถึง 1 เดือน ปรับตัวอยู่ในกรอบ 1.249561.25% ใกล้เคียงกับกรอบ 1.249781.25% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ตลาดพันธบัตร
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยประเภทอายุ 5 ปี (TH5YY) ปิดที่ระดับ 3.18% ในวันพุธ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.13% ในวันศุกร์ก่อนหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นทรงตัวในกรอบแคบ
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลง ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี (US10YY) ปรับตัวลงต่อเนื่องตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีต โดยอัตราผลตอบแทนประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 เดือนครึ่ง จากความไม่มั่นใจต่อแผนกอบกู้วิกฤตการคลังในยูโรโซน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอกว่าคาด
เงินเยนและยูโร
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย หลังนักลงทุนกังวลวิกฤตหนี้ในแถบยูโรโซน และแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่อาจชะลอในวันศุกร์ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 90.01 (ตลาดยุโรป) เทียบกับระดับ 92.46 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 พ.ค.)
ด้านเงินยูโรร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังของประเทศในแถบยูโรโซน ในวันศุกร์เงินยูโรแข็งค่าต่อที่ระดับประมาณ 1.2510 (ตลาดยุโรป) เทียบกับ 1.2360 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 พ.ค.)
ตลาดทุน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่765.54 จุด ลดลง 0.42% มูลค่าการซื้อขารวมทั้งสัปดาห์ลดลง 59.07% โดยนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตามความกังวลทางการเมือง ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีนักลงทุนต่างชาติเทขายต่อเนื่องทั้งสัปดาห์







