Lexus ES300hกลับมาเพื่อหาตัวตน
ลองขับ Lexus ES300h กับออปชั่นที่จัดเต็มและความสะดวกสบายที่แลกด้วยค่าตัวเริ่มต้น3.49ล้าน
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
เว้นวรรคการแนะนำรถยนต์ในตระกูล “อีเอส” รถหรูขนาดกลางของเลกซัสไปนานตั้งแต่ปี 2539 เนื่องด้วยแผนการผลิตในรถยนต์รุ่นดังกล่าวมีการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จึงทำให้มีแต่สเปกที่เป็นพวงมาลัยซ้ายออกสู่ตลาด
ถึงวันนี้เลกซัสได้แนะนำออกสู่ตลาดอีกครั้งในชื่อรุ่น “เลกซัส อีเอส 300 เอช” (Lexus ES300h) วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้ให้อยู่ระหว่างความหรูหรากับความเป็นสปอร์ต เพื่อขยับอายุกลุ่มเป้าหมายให้ลดลงเหลือตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จากเทรนด์การประสบความสำเร็จในชีวิตเร็วขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มครอบครัว
“เลกซัส อีเอส 300 เอช” ถ่ายทอดความเป็นศิลปะการเคลื่อนไหวผ่านการออกแบบภายนอกด้วยกระจังหน้าแบบสปินเดิล กริล (Spindle Grille) ทรงกระสวยอันเป็นเอกลักษณ์ มีเส้นสายรายละเอียดด้านข้างที่ออกแบบให้ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าอัจฉริยะแบบ HID ปรับระดับแสงอัตโนมัติ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลต์แบบ LED ซึ่งให้ความสวยงามลงตัวแบบเรียบหรู
ขณะที่ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยคำนึงถึงทุกตำแหน่งที่นั่งภายในรถคันนี้เน้นการใช้งานโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดของการพัฒนาและการผลิต ซึ่งให้ความกว้างขวางสะดวกสบายเทียบเท่ากับรถในระดับเดียวกัน
สีสันภายในให้ความหรูหราด้วยสีเบจตัดดำ ตกแต่งด้วยลายไม้ในจุดต่างๆ บ่งบอกถึงรสนิยม พร้อมการคัดสรรวัสดุคุณภาพ อาทิ เบาะหนังแท้ Semi-aniline วัสดุหุ้มแผงคอนโซลมาเป็นอย่างดี
อีกทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ถูกจัดวางในตำแหน่งที่ใช้งานง่ายและครบครัน ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว ที่วางไว้ในระดับสายตาและเมาส์ควบคุมระบบสั่งการตัวรถ ซึ่งเมื่ออยู่ในตำแหน่งคนขับจะให้ความรู้สึกเสมือนใช้งานคอมพิวเตอร์ ขณะที่อีกมือหนึ่งประคองพวงมาลัยในการขับขี่
ยังไม่หมดด้วยระบบแอร์ดิจิทัลแบบปรับแยกส่วนและแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมระบบปรับสภาพอากาศภายในห้องโดยสารแบบ Nano-e ที่ให้ความชุ่มชื่นสบาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบปรับเบาะ-พวงมาลัยอัตโนมัติอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ขับขี่ลงจากรถ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางพร้อมหน่วยความจำ 3 หน่วย รวมถึงหลังคาแบบมูนรูฟควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า
ซึ่งความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารกว้างขวางดี ทัศนวิสัยในตำแหน่งคนขับรองรับสรีระสามารถขับได้ระยะทางไกลได้โดยไม่เหนื่อยล้ามากนัก พร้อมปรับระดับเบาะที่นั่งให้ต่ำลงเพื่อเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะ
สลับตำแหน่งเป็นผู้บริหารนั่งด้านหลังกันบ้าง ซึมซับอารมณ์ความสะดวกสบาย ด้วยพื้นที่ช่วงขากว้างขวางแบบเหลือๆ รวมถึงแผงควบคุมในที่พักแขนกลาง เครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ม่านบังแดดไฟฟ้า ได้จากตำแหน่งที่นั่งด้านหลัง ขาดแต่เพียงเบาะนวดไฟฟ้า มิเช่นนั้นคงจะไม่อยากลุกไปไหนจากรถคันนี้
ว่าด้วยเรื่องการขับขี่กันบ้าง เครื่องยนต์เบนซินไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร VVT-i ให้กำลังสูงสุด 205 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยระยะเวลา 8.5 วินาที
ภายหลังเหยียบคันเร่งกดปุ่มพร้อมสตาร์ทเครื่องเงียบสนิทเหมือนเครื่องไม่ติด เพราะระบบไฟฟ้าทำงานในช่วงเริ่มต้นจนต้องเหลือกตาดูคำว่า Ready ที่มาตรวัดจึงทราบว่าพร้อมเดินทาง ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ โหมดไฟฟ้า (EV) โหมดประหยัด โหมดปกติ โหมดสปอร์ต ซึ่งจะมีการจัดการความเหมาะสมของระบบต่างๆ ในตัวรถเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละโหมด
อารมณ์การขับขี่ต้องบอกเลยว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของแต่ละโหมด โดยรวมแล้วการขับขี่รถคันนี้คงจะเหมาะกับการเดินทางแบบเรื่อยๆ สบายๆ มากกว่า เพราะถึงแม้จะผสานพลังการทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์ได้ค่อนข้างดี ให้การตอบสนองของอัตราเร่งในทุกย่านความเร็วอย่างเหมาะสม แต่ด้วยน้ำหนักพวงมาลัยผ่อนแรงที่ดูเบาไปสักนิด
ช่วงล่างและการทรงตัวให้อารมณ์ตามแบบฉบับรถหรูที่เน้นนุ่มนวลเป็นหลัก แต่กระนั้นการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรุ่นกลางระหว่าง “เลกซัส ไอเอส” และ “เลกซัส จีเอส” ซึ่งเลกซัสอยากตอบสนองความครบครันของ “เลกซัส อีเอส 300 เอช” คันนี้ให้ได้ทั้งการขับขี่ที่สนุกสนานและความหรูหราไปพร้อมๆ กัน จึงอาจไม่เป็นไปในทิศทางใดอย่างชัดเจนนักเสมือนการค้นหาตัวตน
ผลที่ออกมาของช่วงล่างอาจจะเหมาะกับการขับขี่ด้วยความเร็วปกติเสียมากกว่าในย่าน 90-120 กม./ชม. ครั้นจะไปมากกว่านั้นเครื่องยนต์ก็สามารถไปได้ แต่อาจรู้สึกอาการของช่วงล่างโยนตัวบ้าง หากแต่อยู่ในย่านความเร็วปกติจะรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึกแม้ผ่านทางขรุขระ
ส่วนระบบความปลอดภัยมีให้มาอย่างเพียบพร้อม อาทิ ระบบการควบคุมการทรงตัว (VSC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TRC) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้น
โดยสรุปคือถึงแม้จะหายหน้าหายตาไปนานสำหรับ “เลกซัส อีเอส 300 เอช” แต่การกลับมาครั้งนี้กับความพยายามในการเพิ่มทางเลือกเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์จับกลุ่มลูกค้าใหม่ ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่งกับออปชั่นที่จัดเต็มและความสะดวกสบาย ด้วยราคาค่าตัวอยู่ที่ 3.49 ล้านบาท และ 3.89 ล้านบาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วอาจแข่งกันยากสักนิดเพราะสูงกว่าประมาณนึง







