
"อียู"ยังปลิ้มไทยวอนลดอุปสรรคการค้าการลงทุน
สหภาพยุโรป (อียู) และประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจที่แนบแน่นมานาน ทั้งในแง่ที่อียูเป็นตลาดส่งออกหลัก
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
สหภาพยุโรป (อียู) และประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจที่แนบแน่นมานาน ทั้งในแง่ที่อียูเป็นตลาดส่งออกหลัก และเป็นนักลงทุนรายสำคัญ ของไทย ที่ยังมีแนวโน้มลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังอยากเห็นไทยเร่งปรับตัวเพื่อขจัดอุปสรรคการลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่
รอล์ฟดีเตอร์ ดาเนียล ประธานสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียนอาเซียน (อีเอบีซี) เปิดเผยภายในงานสัมมนาในหัวข้อ “Emerging Market OpportunitiesInsights from European Chambers of Commerce” ว่า นักลงทุนยุโรปมองว่าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้ขยายการลงทุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันนักธุรกิจยุโรปที่มองหาแหล่งลงทุนในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม มีเงินทุนจำกัด จึงทำให้ต้องพิจารณาการลงทุนอย่างระมัดระวัง
ขณะที่ประเทศไทยยังมีอุปสรรคด้านการลงทุนอยู่อีกมาก เช่น ปัญหาคอร์รัปชั่น การขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนยุโรป ส่งผลให้บางบริษัทที่เข้มงวดเรื่องธรรมาภิบาลสูง เลือกที่จะไม่ลงทุนในไทย
นอกจากนี้ ไทยยังไม่เปิดเสรีด้านธุรกิจบริการอย่างเต็มที่ ส่วนกฎหมายการลงทุนก็ยังจำกัดเพดานการถือหุ้นของต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนยุโรปต้องการถือหุ้นมากกว่า 50% อีกทั้งนักธุรกิจต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยจำเป็นต้องต่อวีซ่าทุกๆ 90 วัน ซึ่งล้วนเป็นนโยบาย ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
“ไทยลงนามข้อตกลงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ปรับกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับการเปิดเสรี เช่น การเปิดเสรีในภาคบริการ ซึ่งไทยจะต้องเร่งปรับปรุง”
พร้อมกันนี้ ได้ย้ำว่าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยอียู เป็นเรื่องสำคัญมากต่อทั้งธุรกิจไทย และยุโรปที่อยู่ในประเทศไทย เนื่องจากไทยถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจีเอสพีจากยุโรป ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ ของไทยที่ส่งไปยุโรปจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ตอนนี้การเจรจาจะต้องล่าช้าออกไปอีก ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนน่าจะสามารถทำข้อตกลงเอฟทีเอได้ก่อนไทย จึงทำให้นักลงทุนนำปัจจัยดังกล่าวไปพิจารณา
“เราหวังว่ารัฐบาลใหม่ หรือผู้บริหารประเทศจะเข้าใจปัญหาต่างๆ และพยายามแก้ไข เพื่อให้ไทยแข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียนได้ เพราะไม่อยากเห็นไทยต้องสูญเสียการลงทุนจากยุโรปไป เรา ต้องการให้ธุรกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจยุโรป ในประเทศไทย”
พงษ์ศักดิ์ จักษุเวช ประธานหอการค้าเยอรมันไทย กล่าวว่า หากไทยยังไม่มีเอฟทีเอกับอียูจะส่งผลกระทบต่อแต่ละธุรกิจต่างกัน ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะมอง การลงทุนระยะยาวและเปรียบเทียบข้อได้เปรียบอื่นๆ ที่ไทยมี สำหรับส่วนของค่ายรถยนต์เยอรมันต้องการลงทุนในโครงการอีโคคาร์เฟส 2
อย่างไรก็ตาม ไทยยังขาดแคลนแรงงานที่จบระดับอาชีวศึกษาอีกมาก ซึ่งหอการค้าเยอรมันไทยได้ร่วมมือกับสถานศึกษา เพิ่มหลักสูตรวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้แรงงานมีทักษะเหมาะสมกับความต้องการของนายจ้าง เพราะนักธุรกิจเยอรมันไม่ได้ต้องการแค่แรงงานราคาถูก แต่ยังมองถึงปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย
ลูคัส บูเด้ กรรมการบริหารหอการค้าฝรั่งเศสไทย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ไทยมีความได้เปรียบในแง่ทรัพยากรธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร มีโครงสร้างพื้นฐานดี แรงงานคุณภาพ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ
“เรายังมีความมั่นใจที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างแต่ก็ยังมีโอกาสมากกว่า”
จิโอวานนี่ ควาราเตซี เลขาธิการหอการค้าอิตาลีไทย แนะนำผู้ประกอบการไทยที่ต้องการแข่งขันในอาเซียนว่า ต้องให้ความสำคัญและลงทุนเพิ่มด้านทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าอาเซียนที่มีความคล้ายกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันนักธุรกิจจากอิตาลีได้ลงทุนในไทยจำนวนมาก และยังใช้ไทยเป็นฐานเพื่อกระจายสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย







