
ครึ่งปีหลัง...กลุ่มโรงแรมฟื้น
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในแหล่งท่องเที่ยว 3 แห่งของไทย คือ พัทยา จ.ชลบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.เป็นต้นไป ส่งผลให้การท่องเที่ยวเริ่มคึกคักและส่งผลดีต่อหุ้นโรงแรม
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในแหล่งท่องเที่ยว 3 แห่งของไทย คือ พัทยา จ.ชลบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.เป็นต้นไป ส่งผลให้การท่องเที่ยวเริ่มคึกคักและส่งผลดีต่อหุ้นโรงแรม
ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหวังของตลาดว่ากลุ่มโรงแรมจะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองในประเทศก่อนหน้านี้ คือ บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป (ERW) และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) ให้พ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปี 2557
MINT มีกำไรสุทธิไตรมาสแรกปี 2557 1,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกำไรที่เพิ่มมาจากธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ โดยเฉพาะโรงแรมที่ต่างประเทศ และอนันตรา เวเคชั่น คลับ กำไรยังเพิ่ม แม้โดนผลกระทบจากการเมืองในกรุงเทพฯ เพราะมีกลยุทธ์กระจายเสี่ยงมาตลอด
นอกจากนี้ บริษัท ทริส เรทติ้ง ได้เพิ่มอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันจาก “A” เป็น “A+” ด้วยแนวโน้มคงที่
กันยะรัตน์ กฤษณเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการสายบริหารการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ERW กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองไร้ความรุนแรงคาดว่าไตรมาส 3 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากปกติหากมีเหตุการณ์การเมืองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะกลับมาพลิกฟื้นภายใน 2 เดือน โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและเกาหลีที่เป็นกลุ่มประเทศไม่ต้องเตรียมวางแผนการท่องเที่ยวนานเพราะรอเพียงความเชื่อมั่นกลับมา โดยไม่ต้องรองบประมาณหรือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เหมือนอุตสาหกรรมอื่น
ดังนั้น จึงยังคงเป้าหมายเดิมสำหรับการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ปีนี้ที่ 24% เพราะเพิ่งปรับลงจากเป้าหมายเดิมที่ 1015% ไปเมื่อกลางเดือน พ.ค.ก่อนเกิดการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
“ขอรอดูความชัดเจนของนักท่องเที่ยวก่อน เพราะหากไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอาจมีการปรับลดการเฝ้าระวังและเตือนนักท่องเที่ยวลดลง และมองว่าจะกระทบการท่องเที่ยวระยะสั้นและน่าจะฟื้นกลับมาตั้งแต่ไตรมาส 3 และปรับดีขึ้นมากในไตรมาส 4” กันยะรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการเข้าพักของโรงแรมปีนี้จะอยู่ที่ 75% เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 79% และเทียบจากต้นปีถึงเดือน พ.ค.อยู่ที่ 66% ซึ่งแม้อัตราการเข้าพักของบริษัทจะน้อยกว่าปีก่อน แต่รายได้เฉลี่ยต่อห้องของบริษัทปีนี้จะเติบโตจากปีก่อนถึง 8% หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไตรมาสละ 2% เนื่องจากอัตราการเข้าพักในโรงแรมต่างจังหวัดโดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต และหัวหิน ยังมีการปรับขึ้นต่อเนื่อง เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง จึงส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักโดยรวมยังสามารถปรับขึ้นต่อเนื่องได้
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังคงให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวปีนี้สูงอยู่แม้จะมีการปรับลดลงอยู่ที่ 26.2 ล้านคน จากเดิมอยู่ที่ 26.7 ล้านคน
อย่างไรก็ดี การบริหารความเสี่ยงของบริษัทหลังสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนบริษัทควบคุมต้นทุนการดำเนินการด้วยการส่งคนในสาขาที่ได้รับผลกระทบไปยังสาขาที่อยู่ในจังหวัดอื่นหรือประเทศอื่นแทน รวมทั้งลดต้นทุนด้านพลังงานหรือค่าไฟฟ้าต่างๆ
หลังสถานการณ์กลับเป็นปกติ บริษัทจะหันมาทำโปรโมชั่นลดราคาที่พักเพื่อกระตุ้นการเข้าพักตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
บริษัทพยายามจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการเปิดโรงแรมในต่างประเทศมากขึ้นโดยภายในปี 2563 โดยจะมีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 50% ต่างจังหวัด 32% และต่างประเทศ 20% จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากโรงแรมในกรุงเทพฯ 61% และต่างจังหวัด 39%
นอกจากนั้น ภายในปี 2563 บริษัทมีแผนที่จะสร้างโรงแรมขนาดประหยัดภายใต้แบรนด์ฮ็อบอินน์ทั้งหมด 70 แห่ง แบ่งเป็น ในประเทศ 40 แห่ง และต่างประเทศ 30 แห่ง ที่เน้นในประเทศเพื่อนบ้านที่มีตลาดในประเทศและการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูงอย่าง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่ละแห่งจะใช้งบลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท
ทั้งนี้ งบลงทุนทั้งหมดจะนำมาจากการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ กระแสเงินทุนหมุนเวียนที่ได้ต่อปีเฉลี่ยกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินทุนจากที่บริษัทจะมีขายสินทรัพย์ให้กับบุคคลหรือเสนอขายเข้ากองทุน REITs ซึ่งภายในไตรมาส 3 คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปว่าจะเลือกการขายสินทรัพย์อย่างไร
รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายการเงินบัญชี CENTEL กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2/2557 คาดว่าจะต่ำกว่าหรือลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเมือง รวมถึงเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีหลังจากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้สถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารอีกครั้ง
สำหรับรายได้ปีนี้บริษัทคงเป้าไว้ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการเมืองในครึ่งปีหลังจะเริ่มคลี่คลาย รวมไปถึงการที่ คสช.มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาจะส่งเสริมให้มีการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
ในขณะที่การยกเลิกเคอร์ฟิวในจังหวัดท่องเที่ยวส่งผลให้ยอดจองห้องพักออนไลน์เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี หลังจากยอดจองห้องพักรวมในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาลดลง 2030% ส่วนทั้งอุตสาหกรรมลดลง 3040% ทั้งนี้ไตรมาส 1/2557 บริษัท มีรายได้อยู่ที่ 4,674.58 ล้านบาท และมีกำไร 501.88 ล้านบาท เขาคาดว่าแนวโน้มกำไรในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 1321.92 ล้านบาท โดยหวังว่าในช่วงไตรมาส 3 อัตราการเข้าพักของโรงแรมจะปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 7576% ซึ่งหากการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ผลประกอบการก็จะปรับตัวดีขึ้นต่อ
อีกทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช.ที่ออกมานั้นก็จะมีส่วนทำให้ธุรกิจของบริษัท ในกลุ่มอาหารปรับตัวดีขึ้น โดยช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเหลือติดลบ 1% ปีนี้โรงแรมจะมีการปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ยราว 67% จากเดิมที่จะปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ยที่ 19% ซึ่งการไม่ปรับขึ้นราคาถือว่าเป็นการตอบรับนโยบายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยจะมีการจัดงานเฟสติวัล และคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาได้ รวมถึงเป็นการโปรโมทประเทศอีกทางหนึ่ง
“ในช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว โดยผลประกอบการของบริษัทยังมาจากธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมองว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเริ่มดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป” รณชิต กล่าว
สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT นั้น บริษัทได้เลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2558 จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถตั้งได้ภายในปีนี้ เนื่องจากกฎเกณฑ์ในการยังไม่ชัดเจน อีกทั้งยังมีปัญหาการเมืองในประเทศมากระทบ
“ตอนนี้บริษัทยังศึกษาอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งผู้ที่จะมาดูแลกอง REIT โดยเฉพาะ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน จากนั้นจะยื่นแบบรายการ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดจะใช้เวลาราว 34 เดือน จากนั้นก็จะเลือกสินทรัพย์ได้ ซึ่งระหว่างนี้เราได้คุยกับสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศอย่างละ 1 แห่ง หากกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จคาดว่าจะตั้งกอง REIT ได้ภายในต้นปีหน้า”
รณชิต กล่าวถึงแผนการลงทุนในต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปการทำธุรกิจในประเทศพม่า ว่าจะเป็นการร่วมทุน หรือรับบริหารโรงแรม ได้ภายในปีนี้ ซึ่งระหว่างนี้มีเจรจาอยู่ 23 ราย แต่ยังไม่ได้สรุปว่าร่วมทำธุรกิจลักษณะไหน ส่วนที่ประเทศลาว บริษัทเพิ่งมีการเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมไป 1 แห่ง เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเจรจาเพิ่มอีก 23 แห่ง
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่าปริมาณนักท่องเที่ยว 4 เดือนแรกปีนี้ ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและการใช้จ่ายลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 4.04 แสนล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และมาเลเซีย เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุดของไทย แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวจากจีนและมาเลเซียลดลง 19% และ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ
ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากรัสเซียเพิ่มขึ้น 12% นักท่องเที่ยวจากเอเชียและยุโรปคิดเป็น 52% และ 32% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด







