
เพิ่มน้ำหนักแบงก์
ASPแนะ3ตัวลุ้นสินเชื่อทะลุเป้าทิ้งรับเหมาฯตลาดหลักทรัพย์หวังพอร์ตกำไรมากขึ้น
ASPแนะ3ตัวลุ้นสินเชื่อทะลุเป้าทิ้งรับเหมาฯตลาดหลักทรัพย์หวังพอร์ตกำไรมากขึ้น
เอเซีย พลัส เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นแบงก์ เชียร์ SCB KBANK และ KKP แนะขายรับเหมาฯ แพงเกินไป
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) แนะกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ (913มิ.ย.) ให้ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง เช่น รับเหมาก่อสร้าง มาเข้าหุ้นที่ยังขึ้นไม่มากนัก ซึ่งธนาคารพาณิชย์น่าจะโดดเด่นสุด โดยเฉพาะหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ให้มูลค่าเหมาะสม 193.45 บาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) 223 บาท และธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) 52.20 บาท
“เราเพิ่มน้ำหนักกลุ่มแบงก์จากน้อยกว่าตลาดเป็นเท่ากับตลาด เนื่องจากมาตรการการดูแลเศรษฐกิจของ คสช. โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบและกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น การเร่งจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 เชื่อว่ามาตรการน่าจะส่งผลให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้นในครึ่งปีหลัง และส่งผลดีต่อการเติบโตของสินเชื่อ และอาจทำให้อัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัย ซึ่งกำหนดไว้ที่ 6.26% ในปี 2557 และ 7.45% ในปี 2558 ได้”
ปัจจุบันหุ้นรับเหมาฯ ตัวเลือกเริ่มน้อยลง เพราะในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้น 3040% ซึ่งเป็นผลจากแรงขับเคลื่อนของกระแสข่าวเชิงบวก เรื่องแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนรถไฟฟ้า กรุงเทพฯปริมณฑล และรถไฟทางคู่ แต่จากการประเมินกรอบเวลาในการดำเนินการเชื่อว่าอย่างเร็วกว่าที่จะเริ่มประมูลได้ก็น่าจะเป็นในงวดไตรมาส 4 เป็นต้นไป ซึ่งเห็นผลบวกจากโครงการดังกล่าวเข้ามาที่งบกำไรขาดทุนของบริษัทก็น่าจะเป็นกลางปี 2558 และราคาหุ้นหลายบริษัทก็ขึ้นมาสูงเกินมูลค่าที่เหมาะสม หรือบางตัวมีพี/อีสูง
บล.เอเซีย พลัส คาดแนวโน้มเงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ และการลดดอกเบี้ยของธนาคารยุโรป น่าจะช่วยเสริมสภาพคล่องในตลาดหุ้นได้อีกระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติชะลอการซื้อสุทธิหุ้นในภูมิภาคเพียงราว 773 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับช่วงเดือนก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้าน นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า พอร์ตลงทุนของ ตลท.ขณะนี้มีมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาที่มีพอร์ตลงทุนจำนวน 1.57 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2557 จะเหนือกว่าผลตอบแทนของตลาด และน่าจะเพิ่มจากปีที่ผ่านมาได้ เนื่องจากภาพการลงทุนดีกว่าปี 2556
อย่างไรก็ตาม พอร์ตลงทุนของ ตลท.จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกมูลค่า 9,000 ล้านบาท จะลงทุนในตราสารหนี้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นเงินสำรองรองรับอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ที่มีปัญหาในเรื่องการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (เคลียริ่ง เซตเทิลเมนต์) ประมาณ 6,000 ล้านบาท และ 3,000 ล้านบาท จะเตรียมไว้รองรับการชำระค่าก่อสร้างอาคาร ตลท.แห่งใหม่บนถนนรัชดาภิเษก
สำหรับส่วนที่ 2 มูลค่า 7,000 ล้านบาท จะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ 5 ประเภท คือ หุ้น กองทุนเพื่อการลงทุนต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ ในส่วนนี้โดยหลักการยังคงลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก เพราะหลักการการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์นั้น ต้องรักษาเงินต้น
นายภากร กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ยังไม่สามารถไปลงทุนตรงในต่างประเทศได้เหมือนกับที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทำได้ แต่สามารถลงทุนผ่านกองทุนเอฟไอเอฟ ซึ่งการลงทุนไปยังต่างประเทศขณะนี้ไม่ได้มีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ทำเพียงเปลี่ยนประเทศลงทุน จากเดิมให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชีย ได้เปลี่ยนเป็นให้น้ำหนักกับประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป จากการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว







