
สินค้าปรับรอเศรษฐกิจฟื้นลุ้นเสมอตัวหรือเติบโต
ในช่วงครึ่งปีหลัง มีสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัว กำลังการซื้อจะกลับมาคึกคัก มีเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาทจากเม็ดเงินจำนำข้าว พลิกสถานการณ์ให้สินค้าต้องปรับแผนกู้ยอด หลังจากครึ่งปีแรกรายได้พลาดเป้า
ในช่วงครึ่งปีหลัง มีสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัว กำลังการซื้อจะกลับมาคึกคัก มีเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาทจากเม็ดเงินจำนำข้าว พลิกสถานการณ์ให้สินค้าต้องปรับแผนกู้ยอด หลังจากครึ่งปีแรกรายได้พลาดเป้า
ทุกธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะกลับมาอยู่ในภาวะขาขึ้น จากเม็ดเงินโครงการรับจำนำข้าวสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ชนิต สุวรรณพรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกาแฟกระป๋องวีสลิม กล่าวว่า สัญญาณตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้บริโภคมีกำลังการซื้อเพิ่ม ดังนั้นทิศทางการทำตลาดช่วงครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการจะลดความร้อนแรงการทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถมลง และนำงบมาทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างแบรนด์และการรับรู้ในวงกว้าง รวมทั้งถึงการทำจัดกิจกรรมการตลาด
ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หั่นงบโฆษณาและนำงบจัดทำโปรโมชั่นแทน เพื่อกระตุ้นยอดขายมากกว่าจะให้ความสำคัญการสร้างแบรนด์ ดังนั้นเมื่อกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้น จึงเหมาะกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เพราะผู้บริโภคจะกล้าซื้อสินค้าและทดลองสินค้าใหม่ๆ แตกต่างจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี จะซื้อสินค้าที่ตนเองคุ้นเคย ส่วนสงครามโปรโมชั่นจะกลับมาแข่งขันรุนแรงไตรมาส 4 อีกครั้ง
ด้านตลาดขนมขบเคี้ยว สมนึก เปล่งสุริยการ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายคุกกี้ เวเฟอร์ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์แจ็คแอนด์จิล กล่าวว่า ตลาดขนมขบเคี้ยวมูลค่า 2.3-2.4 หมื่นล้านบาท จะกลับมาเติบโตถึง 5% จากเม็ดเงินโครงการรับจำนำข้าว 9 หมื่นล้านบาท เข้ามาหมุนเวียนในเศรษฐกิจ 23 รอบ ถือว่าตลาดอยู่ในภาวะขาขึ้นหากเทียบกับปีที่ผ่านมาตลาดขนมขบเคี้ยวเติบโตเพียง 23%
สำหรับภาวะตลาดขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในสภาพขาขึ้น จะพลิกสภาพจากการแห่อัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 อย่างรุนแรงในครึ่งปีแรก จนแทบไม่มีกำไร แต่ช่วงไตรมาส 3 คาดว่า ตลาดยังคงแข่งขันทำโปรโมชั่นบ้าง เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น
ขณะที่บริษัทปรับแผนการตลาดใหม่ จากเดิมในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ จะใช้งบทำโปรโมชั่นเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 60% และงบโฆษณาประชาสัมพันธ์จาก 50% เป็นเหลือ 40% โดยกลับมาใช้แผนดังเดิม คือ โฆษณาประชาสัมพันธ์ 50% และงบโปรโมชั่น 50% สิ้นปีตั้งเป้าเติบโต 78% ตามเป้าหมาย
เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ 5 เดือนแรกที่ผ่านติดลบ 45% อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวและกลับมาเติบโต 10% ซึ่งจะผลักดันให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งปีกลับมาเติบโต 5% จากมูลค่าตลาด 6.57 หมื่นล้านบาท จากเดิมคาดว่าตลาดจะทรงตัว ซึ่งแต่ละแบรนด์จะแข่งขันออกสินค้านวัตกรรมใหม่ มากกว่าทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม รวมทั้งเร่งการขายตามช่องทางจำหน่ายและรุกจังหวัดมากขึ้น
“กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวแต่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น สินค้าที่จะเติบโตดี คือ ทีวี เพราะเป็นช่วงฟุตบอล และเครื่องซักผ้า ซึ่งมีหน้าขายช่วงฤดูฝน ส่วนรายได้ของแอลจีจะเติบโต 78% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% หรือ 2.3 หมื่นล้านบาท” อลงกรณ์ กล่าว
ด้านธุรกิจร้านอาหารแน่นอนว่าจะกลับมาคึกคักเช่นเดียวแต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนถึงเห็นภาพชัดเจนว่า ไลฟ์สไตล์การกินข้าวนอกบ้านคนกรุงจะเริ่มออกมาใช้ชีวิตดังเดิม
ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง จะเริ่มกลับมาคึกคักในไตรมาส 3 นับแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมไม่เติบโต และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะมีเติบได้เพียง 10% จากปกติร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท จะเติบโตเฉลี่ย 15%
ดังนั้น ในครึ่งปีหลังบริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาให้ครบ 50 สาขา หลังจากครึ่งปีแรกเปิดสาขาใหม่ได้เพียง 14 สาขา พร้อมทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อช่วงชิงกำลังการซื้อ แต่ยอมรับว่าแม้สภาพตลาดจะกลับมาดีขึ้น แต่รายได้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยเติบโต 20% จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 30% หรือมีรายได้ 7,900 ล้านบาท หลังจากรายได้ครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 12% มีรายได้ราว 3,500 ล้านบาท
ธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือยคงเป็นเพียงตลาดเดียวที่ฟื้นตัวได้ช้าในครึ่งปีหลัง โดย ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย กล่าวว่า การตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยนำเข้า บริษัทไม่มีแผนจะปรับแผนการทำตลาด เพราะกว่ากำลังซื้อคนชั้นกลางจะฟื้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน บริษัทจึงไม่มีแผนปรับการทำตลาดใหม่ ดังนั้นจะใช้แผนระยะสั้น จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า สิ้นปีตั้งเป้ารายได้ไม่เติบโต จากเดิมคาดว่าจะเติบโตตัวเลขหลักเดียว
ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการตลาด กล่าวว่า การทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงของการปล่อยของที่มีอยู่ สินค้าอุปโภคบริโภคควรกลับหันมาสร้างแบรนด์ เพราะกำลังซื้อกลับมา ผู้บริโภคจะจับจ่ายสินค้าที่จำเป็นก่อน แต่หากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ต้องอัดโปรโมชั่นถึง 70% เพื่อระบายสินค้าตกรุ่นถึงจะจูงใจและกระตุ้นการซื้อ
ต้องจับตาแผนกู้ยอดครึ่งปีหลัง หลังจากสินค้ากลับหันมาสร้างแบรนด์ และการรับรู้ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ว่าสุดท้ายแล้วยังต้องอัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นให้รายได้สิ้นปีเป็นไปตามเป้าหมาย หรือแค่ลุ้นไม่ให้ติดลบก็เพียงพอแล้ว







