posttoday
จับตาเศรษฐกิจแดนมังกรปัจจัยชี้นำสกิลเงินเอเชีย

จับตาเศรษฐกิจแดนมังกรปัจจัยชี้นำสกิลเงินเอเชีย

09 มิถุนายน 2557

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.40-32.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทมาจากตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค.ของประเทศจีนเป็นสำคัญ เช่น ปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ในรูปเงินหยวน รวมทั้งการลงทุน การบริโภค และการผลิตของจีน รวมทั้งดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.40-32.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทมาจากตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค.ของประเทศจีนเป็นสำคัญ เช่น ปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ในรูปเงินหยวน รวมทั้งการลงทุน การบริโภค และการผลิตของจีน รวมทั้งดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของจีนจะปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้กว่า 6.6% ในเดือน พ.ค. จากที่ขยายตัวเพียง 0.9% ในเดือนก่อน ซึ่งเรามองว่าการส่งออกของจีนอาจขยายตัวได้น้อยกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากการบิดเบือนตัวเลขการส่งออกในปีก่อนที่สูงเกินจริง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนชะลอลง

ดังนั้น หากนักลงทุนนำปัจจัยด้านฐานตัวเลขที่บิดเบือนมาพิจารณา อาจทำให้ตลาดไม่ผิดหวังกับตัวเลขมากนัก และไม่กดดันให้สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงมาก นอกจากนี้ หากพิจารณาดัชนี RSI ของค่าเงินบาทจะพบว่านักลงทุนมีความตื่นตระหนกน้อยลง และค่าเงินบาทเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นมากลับสู่ระดับศักยภาพแล้ว

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 20 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ ในวันเดียวจาก 32.83 มาที่ 32.58 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และค่าเงินบาททรงตัวอยู่ระหว่าง 32.52-32.71 ก่อนจะปิดตลาดในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อการเข้ายึดอำนาจของกองทัพไทย หลังที่มีการเทขายสินทรัพย์อย่างหนักในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและการจ่ายเงินจากโครงการจำนำข้าวแก่ชาวนา ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

สะท้อนจากเงินทุนไหลจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย โดยการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีของ (LB236A) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.66% แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดือนก่อน จะเห็นว่าความสนใจลงทุนในหุ้นและพันธบัตรไทยลดลงอย่างชัดเจน อีกปัจจัยที่หนุนให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในเอเชีย คือ ตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำการส่งออก สะท้อนว่าการผลิตของจีนเริ่มกลับมาฟื้นตัว

ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ 1.39 มาอยู่ที่ระดับ 1.35-1.36 และร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดรอบ4 เดือน โดยไปแตะระดับ 1.3503 หลังจากการประชุมนโยบายการเงิน ECB ได้มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำคัญลงเพิ่มเติม โดยลดดอกเบี้ยเงินฝากกันสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ลงมาเป็นดอกเบี้ยติดลบ หมายความว่าธนาคารพาณิชย์จะต้องเสียเงินค่าปรับแก่ ECB หากฝากเงินกันรองมากเกินเกณฑ์ที่ ECB กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังออกโปรแกรมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอย่าง TLTRO และยกเลิกการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ เพื่อกระตุ้นการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจจริงและป้องกันภาวะเงินฝืด แต่การปรับย่อลงตามแรงขายทำกำไรเป็นไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากแรงขายทำกำไรหมดไป เงินยูโรปรับรีบาวด์ขึ้นมาใกล้เคียงกับระดับที่มีการซื้อขายก่อนหน้า

ค่าเงินเยนโน้มอ่อนค่าลงจาก 101.81 มาเคลื่อนไหวที่ระดับ 102.00102.70 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่ง หนุนให้นักลงทุนอยู่ในภาวะกล้าเสี่ยงตลอดสัปดาห์

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินเยนในสัปดาห์หน้า คือ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตัวเลขจีดีพีและดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่น ซึ่งเราคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลมากเช่นเดิมเนื่องจากความต้องการนำเข้าพลังงาน โดยเราคาดว่าปฏิกิริยาของนักลงทุนต่อการประชุมของ BOJ จะไม่มากนัก เนื่องจาก BOJ ยังไม่มีแนวโน้มจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะขาดดุลมากขึ้น รวมทั้งการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐ อาจกดดันให้ค่าเงิน USDJPY เคลื่อนไหว sideway up ขึ้นไปทดสอบระดับ 103.00 ได้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท