posttoday
ออมเพื่อการศึกษาลูก ออมแบบไหน สบายใจกว่า

ออมเพื่อการศึกษาลูก ออมแบบไหน สบายใจกว่า

08 มิถุนายน 2557

ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลสำหรับเรื่องนี้ “ฝ่ายตรวจสอบ” บังเอิญเดินผ่านมาเห็นพอดี

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลสำหรับเรื่องนี้ “ฝ่ายตรวจสอบ” บังเอิญเดินผ่านมาเห็นพอดี เลยร้องเสียงหลงว่า “เธอเขียนเรื่อง ‘ออมเงินเพื่อการศึกษาลูก’ อีกแล้ว? เธอเคยเขียนไปแล้วนี่?”

นั่นสินะ “แฟนประจำ” ของคอลัมน์นี้ก็คงคิดแบบเดียวกัน แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาแน่นอน

ที่มาของเรื่องราวในตอนนี้มาจากบทความเรื่อง “จัดเต็มเพื่อ ‘เทวดาตัวน้อย’สร้างอนาคตให้ลูก” โดยทีมงาน KExpert ธนาคารกสิกรไทย

ในบทความนี้ได้รวบรวม “จำนวนเงิน” ที่พ่อแม่ต้องเตรียมไว้ตั้งแต่ “เทวดาตัวน้อย” ยังอยู่ในท้อง ไปจนถึงการค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาโท ในสถานศึกษาประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล เอกชน นานาชาติ และส่งไปเรียนต่างประเทศ

ถ้านำจำนวนเงินที่ต้องจัดหามาให้สำหรับลูกหนึ่งคนก็ต้องบอกว่า “จัดเต็ม” จริงๆ

ถ้าเรียนในโรงเรียนรัฐตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนจบปริญญาโทจะใช้เงินน้อยที่สุด โดยค่าเรียนระดับมาตรฐานอยู่ที่ 3.58 แสนบาท หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 5.37 แสนบาท

และถ้าเรียนในโรงเรียนเอกชน ก็ใช้เงินประมาณ 1.44-2.16 ล้านบาท

หรือถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติค่าเรียนจะเพิ่มเป็น 4.64-6.96 ล้านบาท

แต่ถ้าออกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เล็กๆ ระดับอนุบาล และเรียนต่อในต่างประเทศจนจบปริญญาโท จะต้องใช้เงินตั้งแต่ 11.44-17.16 ล้านบาท

ออมเพื่อการศึกษาลูก ออมแบบไหน สบายใจกว่า

 

แต่ค่าเล่าเรียนเหล่านี้จะไม่ได้หยุดอยู่ตรงนี้ เพราะวันที่ลูกเราขยับขึ้นไปเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ค่าเทอมก็น่าจะขยับขึ้นตามไปด้วย

เพราะฉะนั้น นอกจากจะรวบรวมจำนวนเงินค่าเล่าเรียนในแต่ละระดับชั้น และในสถานศึกษาแต่ละประเภทแล้ว KExpert ยังจัดเต็มให้อีกขั้นหนึ่ง โดยการคำนวณเป็นกรณีตัวอย่างให้ด้วยว่า หากค่าเทอมมีอัตราการเพิ่มขึ้นปีละ 5% เราจะต้องเตรียมเงินไว้มากแค่ไหน

KExpert ยกตัวอย่างพ่อแม่ที่มีลูก 1 คน อายุ 3 ขวบ ที่วางแผนให้ลูกเรียนในโรงเรียนเอกชนระดับปานกลาง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ไปจนถึงปริญญาโท ซึ่งถ้าบวกเลขง่ายๆ ตรงไปตรงมา ค่าเล่าเรียนสำหรับลูกคนนี้ก็จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท

แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายและตรงไปตรงมาแบบนั้น เพราะในแต่ละปีโรงเรียนเหล่านี้อาจจะปรับเพิ่มค่าเทอม โดย KExpert สมมติให้ค่าเทอมเพิ่มขึ้นปีละ 5% ซึ่งทำให้ค่าเล่าเรียนกระโดดจาก 1.5ล้านบาท ขึ้นไปอยู่ที่ 2.67 ล้านบาท สำหรับชีวิตการเรียน 18 ปีของลูก 1 คน

ในตัวอย่างนี้ KExpert ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในระดับอนุบาลเอาไว้ด้วย เพราะประเมินว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเตรียมเงินไว้สำหรับการศึกษาลูกในวัยนี้เรียบร้อยแล้ว หรืออาจจะใช้เงินออมที่มีมาก่อนหน้านี้มาใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนในช่วงวัยอนุบาล

นั่นหมายความว่า พ่อแม่ในกรณีตัวอย่างนี้จะต้องมีเงินออมอยู่แล้วประมาณ 3 แสนบาท สำหรับค่าเล่าเรียนระดับอนุบาลในโรงเรียนเอกชน หรือถ้าจะเริ่มต้นที่โรงเรียนนานาชาติก็ต้องมีเงินออมพร้อมอยู่แล้วไม่ต่ำกว่า 6.4 แสนบาท

วิธีการออม 2 แบบ 2 สไตล์

สำหรับการออมเงินเพื่อการศึกษาลูก KExpert เริ่มต้นที่ระดับประถมศึกษา เพราะเชื่อว่า “พ่อแม่เริ่มมีเวลาในการวางแผนมากขึ้น” เพราะฉะนั้นในข้อมูล “ค่าเล่าเรียนในอนาคต” จึงเริ่มต้นที่ระดับประถมศึกษา

และเพื่อให้เห็นภาพวิธีการออมที่ชัดเจนขึ้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาจัดเรียงใหม่ จนกระทั่งได้ออกมาเป็นวิธีการออม 2 วิธีที่แตกต่างกันคนละขั้ว

วิธีที่ 1 เรียนไปออมไป

แม้ว่าการออมเพื่อการศึกษาลูกมีให้เลือกหลายวิธี แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกวิธีการนี้ คือ เรียนไปออมไป หรือเรียนไปก็หาเงินมาจ่ายไป ไม่ได้มีการออมอย่างจริงจัง

เพราะฉะนั้นถ้าอ้างอิงจากกรณีตัวอย่างที่มีลูกอายุ 3 ขวบ พ่อแม่ที่ใช้วิธีนี้ก็จะไม่ต้องเก็บหรือออมเงินในช่วงที่ลูกยังไม่เข้าเรียนชั้นประถม แต่จะไปเริ่มจ่ายเงินค่าเรียนลูกในปีที่ 3 นับจากนี้

ในช่วงที่ลูกเรียนชั้นประถม ค่าใช้จ่ายยังไม่มาก พ่อแม่ก็ออมไว้แค่เดือนละ 3,215 บาท (6 ปี) ก็พอแล้ว แต่เมื่อลูกเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาจะต้องเก็บออมเพิ่มเป็นเดือนละ 10,394 บาท (อีก 6 ปี) พอเข้ามหาวิทยาลัยเรียนปริญญาตรีก็แค่ออมเพิ่มเป็นเดือนละ 16,375 บาท (อีก 4 ปี)

และถ้าลูกอยากจะเรียนต่อปริญญาโท ก็ต้องมีเงินเตรียมไว้เดือนละ 31,586 บาท ในช่วงเวลา 2 ปี

ออมเพื่อการศึกษาลูก ออมแบบไหน สบายใจกว่า

 

จริงๆ แล้ววิธีนี้ก็ง่ายๆ สบายๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของการเรียน ซึ่งพ่อแม่ก็อาจจะยังมีรายได้ไม่มาก และหวังว่าเมื่อลูกโตขึ้น เรียนในระดับชั้นสูงขึ้น พ่อแม่จะมีรายได้มากขึ้นให้ทันกับค่าเล่าเรียนที่เพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม KExpert บอกว่า วิธีนี้เป็น “วิธีที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก”

“บางครอบครัวจะใช้วิธีออมไปเรียนไป ออมได้หนึ่งเทอมส่งลูกหนึ่งเทอม วิธีนี้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก หากครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน เช่น เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด หรือได้รับผลกระทบปัจจุบันทันด่วนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ก็อาจจะทำให้อนาคตการศึกษาของลูกมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้เรียนตามหลักสูตร”

เพราะฉะนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจเข้าไปอีกนิด ลดความเสี่ยงลงอีกหน่อย พ่อแม่ที่เลือกใช้วิธีนี้ควรจะมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้มากหน่อยในกรณีที่มีเหตุขัดข้องทางการเงิน หรือต้องทำประกันชีวิตเผื่อไว้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ลูกจะได้มีเงินเรียนต่อ

วิธีที่ 2 วางแผนออมล่วงหน้า

ถ้าวิธีการออมไปเรียนไป ทำให้ไม่มั่นใจว่า ลูกเราจะมีเงินเรียนไปจนตลอดรอดฝั่งหรือไม่ KExpert ก็แนะนำว่า “ทางที่ดีควรวางแผนออมล่วงหน้า ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าการออมเงินทีละเทอมและส่งลูกเรียน”

การออมล่วงหน้าตามวิธีการนี้ ต้องเริ่มทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ลูกจะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ในกรณีตัวอย่าง คือ ตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบ พ่อแม่ควรจะเริ่มลงมือออมเพื่อการศึกษาลูกตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนจบปริญญาโท

และจากข้อมูลค่าเล่าเรียนในอนาคต KExpert แนะนำให้ออมเงินเดือนละ 12,386 บาท ในช่วงปีที่ 18 (นับจากวันนี้) โดยเงินจำนวนนี้จะเป็นการออมเพื่อการศึกษาในช่วงประถมศึกษาจำนวน 2,339 บาท มัธยมศึกษา 6,199 บาท ปริญญาตรี 1,857 บาท และปริญญาโท 2,386 บาท

จากนั้นนำเงินออมไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี

เมื่อลูกขึ้นชั้นมัธยมศึกษา เงินที่ต้องออมในแต่ละเดือนจะลดเหลือ 10,442 บาท สำหรับปีที่ 914 และเมื่อถึงระดับปริญญาตรีจำนวนเงินที่ต้องออมก็จะลดลงเหลือเดือนละ 4,243 บาท และเหลือเพียงเดือนละ 2,386 บาท ในช่วง 2 ปีสุดท้ายในระดับปริญญาโท

วิธีการออมและลงทุนในรูปแบบนี้จะช่วยให้เงินออมงอกเงยขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจึงใช้เงินน้อยกว่าหรือประหยัดกว่าประมาณ 4.28 แสนบาท เมื่อเทียบกับการออมในวิธีแรก

แต่สิ่งที่ KExpert ไม่ได้บอกไว้ในบทความนี้ คือ ถ้าเรานำเงินออมไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ก็สามารถลดจำนวนเงินออมในแต่ละเดือนลงได้ เช่น แทนที่เราจะนำเงินออมทั้งหมดไปลงทุนที่หวังผลตอบแทนเพียงปีละ 3% ก็เปลี่ยนมาเป็นการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรก สำหรับช่วงวัยประถม เดือนละ 2,094 บาท ไปลงทุนที่หวังผลตอบแทน 4% ต่อปี เป็นเวลา 8 ปี เงินจำนวนนี้จะงอกเงยขึ้นมาเป็น 2.31 แสนบาท

ส่วนที่สอง สำหรับช่วงวัยมัธยม เดือนละ 4,675 บาท ไปลงทุนที่หวังผลตอบแทน 6% ต่อปี เป็นเวลา 14 ปี เงินจำนวนนี้จะงอกเงยขึ้นมาเป็น 1.18 ล้านบาท

ส่วนที่สาม สำหรับช่วงปริญญาตรี เดือนละ 1,110 บาท ไปลงทุนที่หวังผลตอบแทน 8% ต่อปี เป็นเวลา 18 ปี เงินจำนวนนี้จะงอกเงยขึ้นมาเป็น 4.99 แสนบาท

ส่วนที่สี่ สำหรับช่วงปริญญาโท เดือนละ 1,103 บาท ไปลงทุนที่หวังผลตอบแทน 10% ต่อปี เป็นเวลา 20 ปี เงินจำนวนนี้จะงอกเงยขึ้นมาเป็น 7.58 แสนบาท

เพราะฉะนั้น ในแต่ละเดือนเราจะออมเงินเพียง 8,982 บาท ทำให้ครอบครัวมีสภาพคล่องเหลืออีก 3,799 บาท เทียบกับการออมโดยหวังผลตอบแทน 3% ต่อปี และจำนวนเงินที่ต้องออมทั้งหมดเท่ากับ 1.49 ล้านบาท หรือประหยัดไปได้ 1.18 ล้านบาท

นั่นเพราะเงินที่มีระยะเวลาลงทุนนานมากๆ เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะปลอดภัยมากขึ้น มั่นใจมากกว่าวิธีการแรก แต่พ่อแม่ก็ยังต้องคิดถึงกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเอาไว้เช่นเดียวกัน เพื่อความสบายใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท