
เปิดโรดแมปเศรษฐกิจ คสช.
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หัวหน้า ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงแนวทางและรูปแบบการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ (โรดแมป) ว่า มีเรื่องเร่งด่วนจะต้องดำเนินการ เช่น ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนไว้ที่ 22.63 บาท/กิโลกรัม ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในอัตรา 7% เป็นเวลา 1 ปี และจะเร่งปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2557 เร่งลงทุนขับเคลื่อนโครงสร้าง พื้นฐาน รถไฟฟ้ารถไฟทางคู่ และถนนต่างๆ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมทั้งการดูแลมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นการเร่งด่วน โครงการผลักดันสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน และการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของประชาชน
เคาะงบปี’58 วงเงิน 2.575 ล้านล้านบาท
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 จะสอดคล้องกับการจัดเก็บรายได้จะมีวงเงินอยู่ที่ 2.575 ล้านล้านบาท จัดเก็บรายได้ 2.325 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท โดยมีสัดส่วนงบลงทุน 17.5% ของงบประมาณรายจ่าย ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจจะขยายตัว 4% อัตราเงินเฟ้อ 2.3%
รื้อโครงสร้างภาษี
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้เสนอแผนการปฏิรูปภาษีให้ คสช. เห็นชอบ เรื่องที่ต้องดำเนินการระยะสั้นภายใน 1 ปี ได้แก่ การปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% การทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตดีเซลให้เข้าสู่อัตราปกติ และการปรับปรุงอัตราภาษีป้าย
ส่วนเรื่องที่ต้องดำเนินการระยะยาวมากกว่า 1 ปี ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันเก็บอยู่ 7% ออกไปอีก 1 ปี ต้องทบทวนการลดหย่อนของภาษีประเภทต่างๆ และขยายฐานและปรับปรุงอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น ภาษีบาปหรือภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาษีบุหรี่ รวมทั้งเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่กระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องดื่มที่มีความหวานสูง และน้ำมันหล่อลื่น ให้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีมลพิษทางน้ำ และปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ออมสินตั้งกองทุนอุ้มเอสเอ็มอี
นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเสนอตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อม ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เบื้องต้นมีแนวคิดตั้งกองทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อไม่เกิน 10-50 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
กสิกรช่วยเอสเอ็มอี
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่เอสเอ็มอี 3 กลุ่ม คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจรับเหมา และธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการเกี่ยวข้องกับการเกษตร ด้วยการลดดอกเบี้ยวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (โอดี) ทุกรายทันที 3% เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.31 ส.ค. 2557 และพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ธนาคารยังได้เตรียมวงเงินกู้อีก 7.5 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ใหม่ให้เอสเอ็มอีอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเงินลงทุนหรือวงเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
มูดี้ส์ชี้เครดิตไทยยังแกร่ง
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของพันธบัตรรัฐบาลประเทศไทยที่ระดับ BAA 1 พร้อมยืนยันแนวโน้มเครดิตไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ เนื่องจากไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แม้ว่าการเผชิญหน้าทางการเมืองยังคงดำเนินอยู่ การยืนยันแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการรัฐประหารที่เพิ่งเกิดขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานจะไม่บั่นทอนความแข็งแกร่งด้านเครดิตของไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
ต่างชาติกลับมาแล้ว
สภาพการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สดใส ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ปิด 1,458.02 จุด เพิ่มขึ้น 42.29 จุด หรือ 2.98% จากปิดวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติกลับมาซื้อติดต่อกันทั้งสัปดาห์ รวมทั้งสัปดาห์ซื้อสุทธิ 8,042.58 ล้านบาท
สัปดาห์ก่อนหุ้นเข้าใหม่ TE (ไทย อะโกร) ซื้อขายวันแรก 5 มิ.ย. เรียกกระแสหุ้นจองคึกคักกลับมาอีกครั้ง โดยราคาจอง 2 บาท เพียง 2 วันแรก กระโดดกว่า 200% ราคาสุดท้ายปิด 5.75 บาท เหนือจอง 3.75 บาท หรือ 187.5%
นโยบายเอ็มดีตลาดหุ้นคนใหม่
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 12 เปิดวิสัยทัศน์ครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยได้ชู 3 แนวทาง การพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ไทยก้าวสู่เวทีสากล มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ ต่อยอดสินค้าเดิม พัฒนาสินค้าใหม่ ขยายฐานนักลงทุน คงเป้ามาร์เก็ตแคป บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใหม่ปีนี้ไว้ที่ 2.1 แสนล้านบาท เพิ่มนักลงทุนบุคคลอีก 8 หมื่นบัญชี มองไกลตั้งเป้าดันมูลค่าการซื้อขายแตะ 1 แสนล้านบาท/วัน ภายในปี 2563
พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำ คสช. ให้ใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในการระดมทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ปัจจุบันเห็นว่ามีหลายโครงการที่สามารถจัดทำได้ โดยทางตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอความคิดเห็นดังกล่าวไปแล้ว







