
สั่งตรึงราคาสินค้าถึง พ.ย.
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับค่าครองชีพของประชาชาชน
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้สั่งให้ตรึงราคาสินค้าจำเป็นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของประชาชน
ด้าน นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับภาคธุรกิจเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. โดยขอความร่วมมือให้ขยายระยะเวลาการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 205 รายการ ไปจนถึงเดือน พ.ย.นี้
ชง คสช.ยุบกองทุนน้ำมันฯ
ท่ามกลางการทยอยปรับลดราคาน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันหลังการหารือระหว่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ รองหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ กับกระทรวงพลังงาน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้า คสช. ให้ยกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่า การจัดตั้งกองทุนน้ำมันฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.เงินคงคลัง ทำให้ผู้ค้าน้ำมันก๊าซเชื้อเพลิงผลักภาระเงินนำส่งเข้ากองทุนไปยังผู้บริโภค นอกจากนี้การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ มีลักษณะเป็นรายได้ของรัฐที่รัฐบาลบังคับเก็บจากผู้บริโภค เป็นการดำเนินการโดยไม่มีกฎหมายรองรับ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ระบุว่า เรื่องพลังงานและเรื่องรัฐวิสาหกิจต้องมีการทบทวนอย่างถี่ถ้วน เพราะมีความสลับซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลดภาษี ลดราคาน้ำมัน
เล็งต่อลมหายใจวิทยุชุมชน
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า บอร์ด กสท.เห็นชอบแนวทางการออกอากาศสถานีวิทยุชุมชนที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการจาก กสท. ประมาณ 4,700 สถานี และเตรียมเสนอให้ คสช. เพื่อออกประกาศให้สถานีวิทยุชุมชนสามารถออกอากาศได้ตามปกติ แต่การอนุญาตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสท.กำหนด คือ 1 นิติบุคคล ต่อ 1 สถานี ต่อ 1 จังหวัด เช่น หากนิติบุคคลใดเป็นเจ้าของหลายสถานีให้เลือกเพียงสถานีเดียว ขณะที่สถานีวิทยุชุมชนเถื่อนกว่า 3,000 สถานี จะไม่สามารถกลับมาเข้าสู่กระบวนการออกอากาศได้อีก คสช.มีคำสั่งให้ปิดถาวร
ท่องเที่ยวใจชื้นเลิกเคอร์ฟิวเพิ่ม
ภายหลัง คสช. ยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ พัทยา สมุย จ.ภูเก็ต กระบี่ และ จ.พังงา ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวใจชื้นมากขึ้น ต่างพากันเร่งงัดกลยุทธ์ “ลาสต์มินิท” ตัดราคาหวังดันยอดให้กลับขึ้นมามากที่สุด
สะท้อนได้จากศาลาฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจรีสอร์ตและบูติก โฮเทล ที่มีรีสอร์ตและบูติก โฮเทล ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 40-50% แม้ว่าการเลิกเคอร์ฟิวจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ยังมีกฎอัยการศึกอยู่อีกชั้น อาจทำให้ยอดนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาไม่ได้เพิ่มอย่างรวดเร็วนัก ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศ เช่น การจัดมหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง จะทำให้มียอดการจองมากขึ้น ทั้งยังมุ่งเน้นกระตุ้นยอดผ่านราคาพิเศษกลุ่มจองนาทีสุดท้าย “ลาสต์มินิท” ทางออนไลน์
บิ๊กสหพัฒน์แนะดูแลค่าเงินหนุนส่งออก
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะได้ถึง 3% หลังจากที่ คสช. ได้วางโรดแมปนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจก็มีความชำนาญด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างดี แต่ต้องขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทด้วยที่ควรอยู่ในระดับ 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนมี 3 เรื่องหลัก คือ นโยบายเรื่องข้าว การส่งออก และการดูแลค่าเงินบาท ซึ่งเมื่อเน้นการส่งออกและดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป มีโอกาสที่จีดีพีจะเติบโตถึง 3% ขณะเดียวกันนโยบายเรื่องข้าว มองว่าควรต้องเร่งส่งออกด้วย หลังจากได้ทยอยคืนเงินชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าวแล้ว
“จากนี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวหลังจากที่ซบเซามานาน เสมือนเศรษฐกิจไทยตกเหวมานานและตอนนี้ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ดึงขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าจะดีขึ้น ส่งผลให้พ่อค้ามีกำลังใจที่จะผลักดันธุรกิจให้ดีขึ้น” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
ด้วยแนวทางของคสช. มาถูกต้อง และโรดแม็ปดังกล่าวสามารถเป็นต้นแบบให้ต่างชาติ นำไปใช้ได้ พร้อมกันนี้อยากฝากให้ทุกคนดีกัน มีความปรองดอง สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าไปมองถึงการแบ่งแยก แต่ควรจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้นมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจตกต่ำมาก และถือว่าแย่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ด้วยประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศมีปัญหา" นายบุณยสิทธิ์กล่าว
นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคหลังจากนี้จะดีขึ้นเมื่อมีแสงสว่างที่ดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งปีน่าจะทรงตัว จากช่วงไตรมาสแรกตลาดติดลบ และไตรมาสสองมีแนวโน้มจะไม่ดี ส่วนเครือสหพัฒน์ปีนี้รายได้น่าจะทรงตัว หรืออาจจะเติบโตระดับ 5% มีรายได้ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งช่วงเดือนม.ค.ถึงก.พ.ติดลบถึง 20% สำหรับแผนการลงทุนทางเครือไม่ได้หยุดเพียงแต่ชะลอเท่านั้น คาดว่าปีหน้าการเจรจากับนักลงทุนญี่ปุ่นไว้ 10 รายจะสรุปและมีความชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค ปีนี้จึงได้จัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ ครั้งที่ 18 นำสินค้าในเครือมาลดราคาระหว่างวันที่ 2629 มิ.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ คาดว่าจะมียอดขายในงาน 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมียอดขายกว่า 200 ล้านบาท
ตลาดรถหรูลุยลงทุนรับยอดโต
ธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มการเติบโตในครึ่งปีหลัง ทำให้ผู้ประกอบการออกมาปรับแผนธุรกิจเพื่อผลักดันให้สิ้นปีนี้มีรายได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้มากที่สุด
จับสัญญาณได้จาก บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปประเทศไทย เปิดโชว์รูม “German Auto. MINI and BMW Motorrad Business Expansion.” สาขาถนนบางนาตราด พร้อมทั้งขยายเพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา คือ สาขาถนนแจ้งวัฒนะ และสาขาพัทยา ตั้งเป้า ให้บริการและจัดจำหน่ายรถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม
ทั้งนี้ภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตลดลงกว่า 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีทีผ่านมา โดยมีปัจจัยที่เข้ามากระทบอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ไม่ปกติทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง อย่างไรก็ตามตลาดรถพรีเมียม มีอัตราการเติบโตคงที่ประมาณ 3% ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีอัตราการเติบโต 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว3.จับตากล่องทีวีดิจิทัลคึกคัก
ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล จับตาอย่างใกล้ภายหลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใกล้มีมติโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยเห็นชอบการแจงคูปอง มูลค่า 1,000 บาท ให้กับ 25 ล้านครัวเรือน จะทำให้อุตสาหกรรมกล่องรับสัญญาณมีมูลค่า 2.5หมื่นล้านบาท
ขณะที่ บริษัทแพลนเน็ต คอมมินนิเคชั่น เอเซีย ตั้งเป้าส่วนแบ่งในตลาดการขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ไว้ที่ 510% และคาดว่ายอดขายจะโตถึง 40% ในปีนี้จากเดิมที่ตั้งไว้ 20% พร้อมทั้งเจาะกลุ่มเป้าหมายภาครัฐและเอกชนในการขยายธุรกิจต่อไป







