
ตั๋วหนังที่ละพันบาท
เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า ทุ่ม 120 ล้านบาท เปิดโรงหนัง 6 ดาว ที่นั่งละ 1,000 บาท หวัง 5 ปีคืนทุน
เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า ทุ่ม 120 ล้านบาท เปิดโรงหนัง 6 ดาว ที่นั่งละ 1,000 บาท หวัง 5 ปีคืนทุน
นายไบรอัน ฮอลล์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ได้ลงทุนกว่า 120 ล้านบาท สร้าง “เอ็มบาสซี ดิโพลแมท สกรีนส์ โดย เอไอเอส” โรงภาพยนตร์หรูระดับ 6 ดาว บนชั้น 6 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป
สำหรับโรงภาพยนตร์ระดับ 6 ดาวดังกล่าว มีโรงภาพยนตร์รวม 5 โรง ราคาค่าตั๋วในโรงที่ 1 ที่ 1,000 บาท ยกเว้นวันหยุดจะเพิ่มเป็น 1,100 บาท วันพฤหัสบดี ศุกร์และเสาร์ มี 31 ที่นั่ง ความพิเศษอยู่ที่มีเลานจ์และบาร์พิเศษส่วนตัวที่มีเครื่องดื่มพร้อมตู้เย็นบริการ ที่นั่งออกแบบสำหรับทั้งสำหรับมาเดี่ยว คู่ และ 3 ที่นั่งสำหรับครอบครัว ส่วนโรงที่ 25 ราคาที่นั่งละ 900 บาท และเพิ่มเป็น 1,000 บาทในวันพฤหัสบดี ศุกร์และเสาร์เช่นกัน
“ราคา 900 หรือ 1,000 บาท อาจมองว่าแพง แต่หากเทียบเงินลงทุนกับโรงภาพยนตร์ทั่วไปแล้ว ลงทุนสูงกว่า 12 เท่า และที่นั่งราคาสูงกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไปเพียง 5 เท่า ถือว่าคุ้มสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย” นายฮอลล์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผนึกพันธมิตรคือ เอไอเอส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โนเบิล เมอร์เซเดส เบนซ์ ธนาคารกรุงเทพ ไฮเนเก้น เป๊ปซี่ เพื่อให้บริการลูกค้าของพันธมิตร ที่จะได้รับสิทธิส่วนลด 20% หรือเริ่มต้น 720 บาท คาดว่าปีแรกมียอดผู้ชม 1.3 แสนคน มีรายได้ 140 ล้านบาท คืนทุนภายใน 56 ปีจะสามารถคืนทุนให้กับบริษัทได้ เนื่องจากผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากทางพาร์ทเนอร์ โดยตั้งเป้า ยอดผู้ชมปีแรกที่ 1.3 แสนคนและมีอัตราการเติบโตของผู้เข้าชม 10% ทุกปี โดยอัตราการใช้โรงภาพยนตร์ ที่ 35% ขณะที่อัตราเฉลี่ยในประเทศไทยอยู่ที่ เพียง 20% โดยคาดว่ารายได้ในปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท ซึ่งรายได้จะมาจากยอดขายตั๋วภาพยนตร์ 100 ล้านบาท ยอดขายที่คอนเซสชั่น 10 ล้านบาท และยอดขายโฆษณา 30 ล้านบาท ครั้งแรก (IPO) และอีก 5 ล้านหุ้นเป็นการเปิดขายให้แก่พนักงานของบริษัท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท โดยการเปิดขายหุ้นจะเริ่มประมาณวันที่ 12มิ.ย.นี้ และคาดว่าหลังการเปิดขายจะมีมูลค่า 250ล้านบาท จากเดิมก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 175 ล้านบาท
สำหรับอัตราการเติบโตของบริษัท ในส่วนของรายได้ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่11.54% และอัตราส่วนกำไรเติบโตสุทธิ คิดเป็น 44.8% โดยปีที่ผ่านมามีรายได้จำนวน 744 ล้านบาท
ขณะที่สินทรัพย์ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น527ล้านบาท และมีหนี้สินไตรมาสแรกจำนวน 306 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สินระยะสั้น
สำหรับอัตราการเติบโตของบริษัท ในส่วนของรายได้ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่11.54% และอัตราส่วนกำไรเติบโตสุทธิ คิดเป็น 44.8% โดยปีที่ผ่านมามีรายได้จำนวน 744 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น527ล้านบาท และมีหนี้สินไตรมาสแรกจำนวน 306 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สินระยะสั้น







