
เทียบฟอร์มอุตฯยางพาราเวียดนามคู่แข่งที่ต้องจับตา
ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลกมากว่า 20 ปี ในปี 2556 ไทยส่งออกยางพารา 3.4 ล้านตัน รองมาคือ อินโดนีเซีย 2.7 ล้านตัน และมาเลเซีย 0.8 ล้านตัน
ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลกมากว่า 20 ปี ในปี 2556 ไทยส่งออกยางพารา 3.4 ล้านตัน รองมาคือ อินโดนีเซีย 2.7 ล้านตัน และมาเลเซีย 0.8 ล้านตัน
แม้ไทยจะส่งออกยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 87.9% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลง โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความผันผวนด้านราคาที่ต้องอิงกับตลาดโลก และความต้องการของประเทศผู้นำเข้าที่ชะลอตัว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในปี 2556 ไทยมีมูลค่าการส่งออกยางพาราอยู่ที่ 2.49 แสนล้านบาท ลดลง 7.7% จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2557 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 8.08 หมื่นล้านบาท ลดลง 10.7% โดยประเทศคู่ค้าหลักคือ จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ สำหรับการส่งออกในปีนี้ คาดว่าอยู่ที่ 3.7 ล้านตัน ขยายตัว 7.7% เทียบกับ 3.4 ล้านตัน ในปีที่แล้ว แต่ยังมีแรงกดดันด้านราคาที่อาจทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัว 6.5% อยู่ที่ 2.33 แสนล้านบาท
เมื่อเทียบฟอร์มประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีผลผลิตรวมกันราว 70% ของผลผลิตทั้งโลก ไทยมีตลาดหลัก คือ จีน ส่วนอินโดนีเซียเน้นส่งออกยางแท่ง ซึ่งตลาดส่งออกหลักคือ สหรัฐ ขณะที่มาเลเซีย ปัจจุบันได้ลดพื้นที่ปลูกยางพารา หันไปส่งเสริมปาล์มน้ำมันมากขึ้น มาเลเซียจึงเปลี่ยนบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยางจากกระบวนการจุ่ม เช่น ถุงมือยาง
น่าสนใจว่า ขณะนี้มีประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหม่ที่น่าจับตา คือ กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ให้การสนับสนุน จนทำให้ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม น่าจับตามองมากสุด โดยมีพัฒนาการด้านการผลิตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปรับปรุงสถาบันวิจัยยางพาราและนำเทคโนโลยีของมาเลเซียมาใช้ จัดระบบการผลิตได้ดี และมีตลาดส่งออกหลักคือ จีน เหมือนกับไทย
ทว่าเวียดนามยังผลิตยางพาราได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ในประเทศ นอกจากนี้คุณภาพยางของไทยมีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่ยอมรับของตลาด เหมาะสำหรับนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ยางได้หลากหลายประเภท ไทยจึงยังรักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนได้ แต่หากเวียดนามสามารถเพิ่มการผลิตและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นคู่แข่งของไทย
ท่ามกลางการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นดังกล่าว ไทยจึงควรรักษาความได้เปรียบเรื่องผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยางพันธุ์ที่มีคุณภาพให้ผลผลิตต่อไร่สูง ซึ่งไทยตั้งเป้าที่ 300 กิโลกรัม/ไร่ ภายในปี 2559 สูงสุดในอาเซียน ตลอดจนให้ความรู้ด้านเทคนิคการกรีดยางที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำยางสูง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถการแข่งขันด้านราคา
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเน้นสร้างมูลค่าเพิ่ม ปรับสู่ “ผลิตภัณฑ์แปรรูป” ซึ่งเป็นการยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำมากขึ้น ทั้งนี้ในปี 2556 ไทยส่งออกยางพารามากถึง 3.34 ล้านตัน แต่ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางเพียง 0.51 ล้านตัน หรือคิดเป็น 15.3% ของการส่งออกทั้งหมด ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ยางสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราได้มากถึง 7 เท่า
ประเมินว่าในปี 2557 ไทยจะมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางประมาณ 2.67 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากปี 2556 ที่อยู่ที่ 2.57 แสนล้านบาท
นอกจากยางล้อพาหนะ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไทยยังมีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มหลากหลายชนิด เช่น ถุงมือยางสำหรับใช้ทางการแพทย์ ที่กำลังเติบโตไปพร้อมธุรกิจโรงพยาบาล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมสมัยใหม่และการวิจัยมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น แผ่นยางพาราปูพื้นเพื่อลดแรงกระแทก แผ่นยางปูพื้นรถยนต์ผสมกัญชง อีกทั้งใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางอย่างครีมหน้าใสยางพาราและเซรั่มน้ำยางพารา







