
5 ข้อคิดก่อนทำธุรกิจ
ความฝันที่อยากจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ คงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนในยุคนี้เฝ้าถวิลหาอยู่ไม่น้อย ทว่าในความเป็นจริงแล้วการจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจังอาจจะไม่ได้ดูสวยงามเหมือนดั่งฝันเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้ คอลลีน ดีเบียส ผู้เขียนหนังสือคู่มือแนะนำผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก “เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล คอมพีท สมอล บิสสิเนสบุ๊ค” ได้ให้ข้อคิดและคำถามไว้ 5 ข้อ เพื่อถามตนเองก่อนจะเริ่มธุรกิจว่าสิ่งที่จะทำนั้นใช่สิ่งที่อยากจะเป็นจริงๆ หรือไม่
ความฝันที่อยากจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ คงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนในยุคนี้เฝ้าถวิลหาอยู่ไม่น้อย ทว่าในความเป็นจริงแล้วการจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจังอาจจะไม่ได้ดูสวยงามเหมือนดั่งฝันเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้ คอลลีน ดีเบียส ผู้เขียนหนังสือคู่มือแนะนำผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก “เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล คอมพีท สมอล บิสสิเนสบุ๊ค” ได้ให้ข้อคิดและคำถามไว้ 5 ข้อ เพื่อถามตนเองก่อนจะเริ่มธุรกิจว่าสิ่งที่จะทำนั้นใช่สิ่งที่อยากจะเป็นจริงๆ หรือไม่
1.กระหายมากพอหรือยัง เนื่องจากในระยะการเริ่มต้นธุรกิจเป็นระยะเวลาที่ตึงเครียดมาก โดยเฉพาะเมื่อผลประกอบการไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ มิหนำซ้ำอาจจะต้องลงไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งการเป็นหัวหน้าฝ่ายขายเอง วางแผนการตลาดเอง พูดคุยกับวัตถุดิบที่จะซื้อ ทำให้ความฝันอันสวยหรูอาจดับวูบลงได้ ดังนั้น จึงต้องมั่นใจก่อนว่าตัดสินใจว่าจะสามารถทนกับภาวะดังกล่าวไปได้
2.ทนกับความเสี่ยงได้ไหม นักธุรกิจจะต้องกล้าเสี่ยงเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เพราะเมื่อเริ่มต้นทำจริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคนานัปการที่คาดไม่ถึง ทั้งสถานที่ตั้งร้านเล็กเกินไป ปัญหาในการขอตั้งร้านที่อาจขัดต่อข้อกำหนดของทางการ ระบบการส่งสินค้าวัตถุดิบที่ไม่เป็นไปตามเวลา ดังนั้น หากรู้สึกว่าตนเองไม่ชอบแบกรับความเสี่ยงมาก การทำธุรกิจอาจจะไม่ใช่ทางเสียแล้ว
3.กล้าตัดสินใจและทำได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ก็มักจะต้องมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจอยู่เกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจจ้างพนักงาน การหาที่เช่าพื้นที่ร้าน การร่วมทุนกับคนอื่น การกู้ยืมเงินจากแหล่งไหน ดังนั้น จึงต้องมั่นใจว่าสามารถรับมือกับภาวะที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้องภายใต้ความกดดันได้ดีพอ
4.พร้อมกับความรับผิดชอบมหาศาลหรือยัง โดยทั่วไปการทำงานเป็นลูกจ้างก็มักจะมีขอบเขตความรับผิดชอบเฉพาะในฝ่ายหรือแผนกที่ทำอยู่ ซึ่งถือว่าต่างออกไปจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ เนื่องจากต้องทำทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ เริ่มตั้งแต่การเป็นหัวหน้าแผนกการขาย พนักงานเก็บเงิน ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นเด็กเก็บร้าน
5.ทนกับวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปได้ไหม เพราะการทำธุรกิจมักมีเรื่องวุ่นๆ เข้ามาให้ต้องคิดและจัดการตลอด ไม่เว้นแม้แต่ในวันที่ปิดร้าน เช่น การเคลียร์เรื่องสินเชื่อกับธนาคาร การครุ่นคิดเรื่องจะเพิ่มยอดขาย เรื่องค่าเช่าที่กับผู้ให้เช่า ซึ่งต่างจากพนักงานหรือลูกจ้างที่มีวันหยุดตายตัว ดังนั้นจึงไม่มีวันหยุดและอาจทำให้เกิดความเครียด ไปจนถึงขนาดที่ทำให้บางครั้งต้องห่างเหินกับครอบครัวและเพื่อนฝูงก็มีมาแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงต้องมั่นใจและถามตัวเองก่อนว่าจะรับมือกับภาวะความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้จริง







