posttoday
กลุ่มไอซีทีมีข่าวดี

กลุ่มไอซีทีมีข่าวดี

04 มิถุนายน 2557

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่าผู้รับเหมาก่อสร้างวางระบบทางไอซีทีและผู้จำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีจะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริหารบริษัท ทีโอที (TOT) รื้อแผนสร้างรายได้อีกครั้ง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่าผู้รับเหมาก่อสร้างวางระบบทางไอซีทีและผู้จำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีจะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริหารบริษัท ทีโอที (TOT) รื้อแผนสร้างรายได้อีกครั้ง

บริษัทที่ได้ดีได้แก่ บริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) บริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) และบริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ (JTS) : แม้ว่าประเด็นการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีความเป็นไปได้

บล.เมย์แบงก์ ประเมินว่า แม้มีการเปลี่ยนแปลง แต่แผนการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ด้วยตัวเองแบบยั่งยืนของ TOT มีความจำเป็น เนื่องจาก TOT จะสูญเสียรายได้หลังหมดสัมปทานโทรคมนาคมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ในเดือน ธ.ค. หากไม่มีรายได้ใหม่มาชดเชยได้ทัน จะทำให้ TOT ขาดทุนหลักหลายพันล้านบาทต่อปี

โครงการที่มีแผนจะลงทุนในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้แต่ชะลอออกไปจากความวุ่นวายทางการเมือง มีแนวโน้มถูกนำมาพิจารณาอีกครั้งโดย คสช. ประกอบด้วยโครงการ 3จี เฟส 2 โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 2 ล้านพอร์ต และโครงการวางสายใยแก้วนำแสงเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน สุวรรณภูมิเฟส 2 สร้างผลพลอยได้กลุ่ม SI : มูลค่าเงินลงทุน 6.2 หมื่นล้านบาท และมีกำหนดเสร็จในราวปี 2560 ซึ่งประโยชน์ที่กลุ่มบริการข้อมูลจะได้คือช่วงท้ายโครงการที่โครงสร้างตัวอาคารต่างๆ แล้วเสร็จ ต้องมีการซื้ออุปกรณ์ Hardware, Software ที่ใช้ภายใน รวมถึงการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต และระบบการทำงานในส่วนต่างๆ ภายในสนามบิน ทำให้กลุ่มนี้ได้ประโยชน์ ซึ่งเงินลงทุนในส่วนนี้สูงราว 1 หมื่นล้านบาท สร้างมูลค่างานในมือในอนาคต

บล.เมย์แบงก์ คาดว่า SAMTEL จะได้ประโยชน์สูงที่สุดจากการวางระบบ และมีงานหลายอย่างที่ทำในเฟสที่ 1 เช่น ระบบ Checkin ผู้โดยสาร และ Broading pass เป็นต้น ส่วน LOXLEY นอกจากจะได้ประโยชน์จากงานวางระบบแล้ว ยังมีบริษัทย่อยที่รับงานรักษาความปลอดภัยในสนามบินและบริษัทจำหน่ายหลังคาเหล็กมวลเบาอาจก็อาจจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ด้วยเช่นกัน

บล.เมย์แบงก์ ประเมินผลประกอบการของทั้ง 3 บริษัทในปี 2557 ค่อนข้างมั่นคง แม้ในภาวะไม่ปกติโดยประมาณการรายได้ช่วง 9 เดือนที่เหลือของเรามี งานในมือรองรับแล้วไม่ต่ำกว่า 80% ทำให้มีความเสี่ยงราคาลดลงจำกัด โดย AIT มีความโดดเด่นเนื่องจากกำไรที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ มีระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) ต่ำเพียง 9.5 เท่า และผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.3%

ขณะที่ SAMTEL กำไรปีนี้เติบโตเพียงเล็กน้อย แต่ผลประกอบการจะฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งหลังปี 2557 เป็นต้นไปให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.7% และ LOXLEY มีงานที่หลากหลาย ทำให้มีงานใหม่เข้ามาต่อเนื่อง แต่มีระดับ PER สูง (14.5 เท่า)

บล.เมย์แบงก์ ปรับราคาเป้าหมาย AIT ขึ้นเป็น 44.50 บาท ส่วน LOXLEY ปรับลงเล็กน้อยเป็น 5.00 บาท และเริ่มต้นคำแนะนำ SAMTEL ราคาเป้าหมาย 20.20 บาท ส่วน MFEC แนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 5.80 บาท

อย่างไรก็ตาม MFEC อาจมีแรงเก็งกำไรการทำคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัท TIS INC จากญี่ปุ่น ทำให้ราคาหุ้นซื้อขายสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน