
ธกส.จ้องขอใช้กองทุนหมู่บ้านแก้หนี้ให้คนจน
ธ.ก.ส.เร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เล็งยกระดับกองทุนหมู่บ้านปล่อยกู้แทน
ธ.ก.ส.เร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เล็งยกระดับกองทุนหมู่บ้านปล่อยกู้แทน
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้กระทรวงการคลังระดมแนวการแก้หนี้นอกระบบ ซึ่งตามข้อมูลที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอมาคือ ต้องการให้สถาบันการเงิน ทั้งของรัฐและเอกชนจัดตั้งนิติบุคคลภายในองค์กร ที่สามารถปล่อยกู้ให้รายย่อยและกลุ่มคนรากหญ้าในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หรือปล่อยกู้ช่วยคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินตามปกติได้ โดยคิดดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน รวมถึงมีการออกกฎควบคุมการทวงหนี้ด้วย
ทั้งนี้ ธ.ก.ส.มีแนวคิดจะพัฒนากองทุนหมู่บ้านขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนอีก 3,000 แห่งใน 3 ปีนี้ เนื่องจากมีกฎหมายของสำนักงานกองทุนหมูบ้านแห่งชาติ (สทบ.) รองรับ เชื่อว่าจะสามารถยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้องค์กรการเงินชุมชนเหล่านี้ขึ้นมาดูแลเรื่องหนี้นอกระบบได้ เพราะกองทุนหมู่บ้านใกล้ชิดกับสมาชิก รู้ข้อมูลของลูกหนี้มากกว่า โดย ธ.ก.ส.จะเข้าไปพัฒนาการให้ความรู้ทางบัญชี เครื่องคอมพิวเตอร์ แก่ผู้ที่สนใจขอสินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้าน หรือให้กองทุนหมู่บ้านคัดกรองลูกหนี้แล้วส่งเข้ามาที่ ธ.ก.ส.ได้
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2557 ว่า ในปี 2557 ครัวเรือนส่วนใหญ่ของไทยมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น แม้ว่าในไตรมาสแรกการก่อหนี้ของครัวเรือนจะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจก็ตาม แต่ยอดคงค้างของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นถึง 31.3% เช่นเดียวกับสินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน ที่เพิ่มขึ้นกว่า 42% รวมทั้งยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือนขึ้นไป ก็เพิ่มขึ้นถึง 36.4%
ทั้งนี้ จากการสำรวจสถานะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ยังพบว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมา ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 25,194 บาท เพิ่มขึ้น 4.1% แต่กลับมีรายจ่ายเฉลี่ยถึงเดือนละ 19,061 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 4.7% ขณะที่หนี้สินเฉลี่ยนั้นก็มีมากถึงครัวเรือนละ 163,087 บาท เพิ่มขึ้น 9.95%
นอกจากนี้ หากพิจารณาการใช้จ่ายและหนี้สินครัวเรือนบางกลุ่ม ยังพบว่า ยังมีความเสี่ยงต่อการดำรงชีพและความมั่นคงของครัวเรือนในช่วงต่อไป โดย ครัวเรือนกว่า 8.52 ล้านครัวเรือน หรือ คิดเป็น 42.25% จากครัวเรือนทั้งหมด มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายและการชำระหนี้
ขณะที่อีก 4.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่เป็นหนี้ได้ก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคมูลค่ามากกว่า 70% ของมูลค่าหนี้รวมของครัวเรือน ส่วนครัวเรือนคนงานเกษตร และคนงานทั่วไปมีรายจ่าย 89% และ 85% ของรายได้รวม สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้ นอกจากนี้ยังพบว่า การก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือนในกลุ่มดังกล่าวยังมีสัดส่วนสูงถึง 68% และ 61% ของหนี้รวม ส่วนใหญ่เป็นหนี้เอ็นพีแอล







