
รายย่อยชิ้นส่วนปรับตัวรออุตฯยานยนต์ฟื้นปี58
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เป็น 1ใน3 กลุ่มอุตสาหกรรม นอกเหนือจาก อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจจากกำลังซื้อภายในประเทศถดถอยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยอุตฯยานยนต์มีจำนวนการผลิตที่ลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี2555 จากนโยบายคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรกที่ทำให้อุตฯนี้ในปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด
อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่าในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องเพิ่มกำลังการผลิต ทั้งเครื่องจักรและแรงงาน แต่เมื่อนโยบายรถคันแรกสิ้นสุดลง ยอดการสั่งซื้อและผลิตก็ลดลงกลับสู่ภาสะปกติอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับภาระค่าบำรุงรักษาเครื่องจักรและค่าจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับวิกฤตการเมืองที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัว
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ภาคการผลิตชะลอตัว30% ส่วนภาคการขายลดลง 45% ทั้งนี้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้กว่า2,400 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 1,641 ราย มีแรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งหมดกว่า 5แสนคน อย่างไรก็ตามการส่งออกยังเป็นไปด้วยดี สามารถสร้าง
รายได้จากการส่งออกให้ประเทศในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. จำนวน 201,773.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน9.3%
อย่างไรก็ตาม แม้การผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศกลับลดลง เนื่องจากความสามารถในการบริโภคภายในประเทศหดตัวลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องสู่ความเสี่ยงในการปลดพนักงาน ซึ่งเห็นว่าในช่วงจังหวะเวลานี้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฯนี้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีควรเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อลดต้นทุนในภาพรวม
ประเสริฐ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัทแสงเจริญ ทูลส์ เซ็นเตอร์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กล่าวว่าธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เริ่มชะลอตัวมาระยะหนึ่งแล้ว หลังสิ้นสุดโครงการนโยบายรถคันแรก โดยเฉพาะกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมยอดขายรถยนต์ลดลงกว่า40% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่งผลต่อเนื่องสู่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีการปรับตัวลดลง และกระทบยังเอสเอ็มอีโดยตรง
ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องปรับอากาศ เฉลี่ย2 ล้านชิ้นต่อเดือน ผลิตให้กับรถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน อีซูซุ และมิตซูบิชิ โดยในแต่ละปีบริษัทมีคำสั่งซื้อเฉลี่ย500 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้คาดมียอดคำสั่งซื้ออยู่ที่ 300 ล้านบาท จากยอดการผลิตของบริษัทลดลงกว่า20-30% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ซึ่งแม้ว่าจะมีคำสั่งผลิตลดลง แต่บริษัทไม่มีนโยบายปรับลดพนักงานที่มีอยู่ราว 300 คนแต่อย่างใด แต่หันไปเพิ่มทักษะและพัฒนาศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้น และเน้นการวิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ดี)มากขึ้น
ขณะที่กำลังการผลิตจะผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้นไม่มีการผลิตเพื่อเก็บเป็นสต็อกไว้ และไม่มีการทำงานล่วงเวลาของพนักงาน ทำให้รายได้ของพนักงานลดลงจงจึงต้องประหยัดมากขึ้น พร้อมจัดสร้างเครือข่ายพันธมิตรอุตสาหกรรม โดยบริษัทเป็นผู้นำกลุ่มมีสมาชิก 20 บริษัท ภายใต้ชื่อกลุ่ม “ทีทีซีซี คลัสเตอร์” เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางธุรกิจในฐานะคู่ค้าร่วมกัน
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้คาดจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้น จากกำลังซื้อที่คืนกลับมา จากเงินรับจำนำข้าวที่ชาวนาได้รับ ที่นำกลับมาใช้จ่ายและหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศต่อ รวมถึงการรอในหลายโครงการของภาค
รัฐที่จะเข้ามาลงทุน ส่วนภาพรวมธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น คาดจะทยอยปรับตัวในช่วงไตรมาส 4 ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ด้วยรถยนต์ค่ายต่างๆยังมีสต็อกชิ้นส่วนอยู่จำนวนหนึ่ง ที่จะต้องระบายให้หมดภายในโค้งสุดท้ายครึ่งหลังปีนี้และคาดว่าบรรยากาศภาพรวมในอุตสาหกรรมยานยนต์ จะเริ่มดีขึ้นในปี2558







