
จุดยืนปฏิรูปพลังงานเทคโนแครตชู สัมปทาน "โปร่งใส"
วันนี้สมรภูมิปฏิรูปพลังงานของไทยเข้าสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จำนวน 27 แปลง ในเร็วๆ นี้ ภายใต้การอนุมัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
วันนี้สมรภูมิปฏิรูปพลังงานของไทยเข้าสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จำนวน 27 แปลง ในเร็วๆ นี้ ภายใต้การอนุมัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เมื่อกลุ่มปฏิรูปพลังงานอย่างน้อย 2 กลุ่ม มีข้อเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำมันปิโตรเลียมในอ่าวไทย บนพื้นฐานข้อมูลที่แตกต่างกัน
กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนที่มี ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน เป็นแกนนำ และกูรูพลังงานในกลุ่มกว่า 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการผู้เชี่ยวชาญ หรือ เทคโนแครต ได้ประกาศจุดยืนว่า ระบบการให้สัมปทานเป็นระบบที่เหมาะสมกับไทยแล้ว
ในขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนปฏิรูปพลังงานที่มี ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ อดีตคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของกลุ่ม ระบุว่า ผลวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ไทยควรยกเลิกระบบการให้สัมปทานน้ำมันมาเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์แทน
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจุดยืนทั้งสองกลุ่มจะพบว่า กลุ่มปฏิรูปพลังงานมองว่า ระบบสัมปทานมีความโปร่งใสมากกว่าระบบแบ่งปันผลประโยชน์
“ระบบสัมปทานมีกติกาชัดเจนและเป็นระบบประมูลด้วย แม้ไม่ได้ประมูลเป็นตัวเงิน แต่เป็นการประมูลว่าจะทำงานแค่ไหน ขุดเจาะแค่ไหน ซึ่งเป็นระบบที่ชัดเจน โปร่งใส ส่วนระบบแบ่งปันมันเจรจาได้ และมีความโปร่งใสน้อยกว่าเยอะ” ปิยสวัสดิ์ เกริ่น
ปิยสวัสดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องน่ากลัวมากสำหรับประเทศไทยที่จะนำระบบแบ่งปันผลประโยชน์มาใช้ โดยยกตัวอย่างว่า เมื่อครั้งที่เป็น รมว.พลังงาน เคยมอบหมายให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานไปเจรจากับกัมพูชา เรื่องสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่การไปครั้งนั้น รมว.กัมพูชา เรียกไปเจรจาที่บ้านพัก
“ผมไม่เชื่อว่าปฏิรูปการเมืองแล้วจะทำให้นักการเมืองดี รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เราเขียนแทบตายเขาก็เลี่ยงได้ กลุ่มเห็นว่าควรมีระบบที่ดูแลตัวเองได้ แม้ว่าจะมีนักการเมืองเลวๆ หากนำระบบแบ่งปันผลประโยชน์มาใช้เมื่อไหร่หายนะแน่” ปิยสวัสดิ์ บอก
ด้านเครือข่ายภาคประชาชนฯ กลับมีจุดที่ต่างกัน นั่นก็คือน้ำมันปิโตรเลียมเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมอบเป็นสมบัติลูกหลาน เหตุใดจึงนำไปให้บริษัทน้ำมันต่างชาติ
“ระบบสัมปทานมันก็เหมือนเราเป็นเจ้าของสวนมะม่วง ถ้าเราจะกินมะม่วงในสวนของเรา เราก็ต้องซื้อคนที่มาเช่าสวนในราคาตลาด แต่ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ คือ เราเป็นเจ้าของสวน แต่จ้างคนมาเก็บผลไม้และจ่ายผลไม้เป็นค่าจ้าง” ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้ำ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า เมื่อก่อนประเทศในอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ต่างใช้ระบบสัมปทานทั้งนั้น “แต่ยิ่งขุด เขายิ่งจน” แต่เมื่อเขาได้เอกราชมาก็เปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ คือ น้ำมันขุดขึ้นมาได้ 120 ลิตร จะกัน 20 ลิตร เป็นค่าลงทุนขุดเจาะที่เหลือ 100 ลิตร จะแบ่งกัน เช่น รัฐบาลได้ 85 ลิตร อีก 15 ลิตร เป็นของเอกชน หรืออาจแบ่งกัน 70 ต่อ 30 ก็ได้ ซึ่งการแบ่งปันผลผลิตในแต่ละสัญญานั้นรัฐบาลจะกำหนดส่วนแบ่งขั้นต่ำที่รัฐจะได้เอาไว้
ส่วนจะมีการระบุว่าแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยเป็นแหล่งเล็กๆ ลงทุนไม่คุ้ม ม.ล.กรกสิวัฒน์ บอกว่า “แม้ว่าแหล่งน้ำมันจะเป็นกระเปาะเล็ก แต่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตได้และไม่มีงานวิจัยใดที่บอกว่าทำไม่ได้
“ข้อมูลกระทรวงพลังงาน ระบุชัดเจนว่า ปีนี้ไทยผลิตปิโตรเลียมได้ 1 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นก๊าซ 7 แสนบาร์เรล น้ำมันดิบกว่า 1 แสนบาร์เรล และอีก 1.5 แสนบาร์เรล เป็นคอนเดนเสท (Condensate) ซึ่งเอามาทำเป็นแอลพีจี เบนซิน และดีเซลก็ได้ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยก็มีทรัพยากรปิโตรเลียมไม่น้อยเลย” ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ
แต่ปัญหา คือ น้ำมันปิโตรเลียมเหล่านี้ไม่ใช่ของชาติ ขุดปิโตรเลียมได้เท่าไหร่ ไม่ใช่ของไทย แต่เป็นของบริษัทน้ำมัน และบริษัทนำน้ำมันมาขายให้คนไทยในราคาตลาด โดยจ่ายค่าสัมปทานและภาษีให้รัฐไม่มาก
ด้านกลุ่มปฏิรูปพลังงานก็ได้ให้ข้อมูลหักล้างว่า ผลการศึกษาที่ผ่านมาตอกย้ำว่า ไทยไม่มีทรัพยากรปิโตรเลียมมากมายมหาศาล และหากรัฐบาลจะลงทุนสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมเอง ถือว่ามีความเสี่ยงสูงและเบียดบังงบที่จะไปใช้พัฒนาด้านอื่นๆ ได้
“ในระบบสัมปทาน หากผู้ได้สัมปทานไปสำรวจขุดเจาะแล้วไม่เจออะไรก็ต้องคืนพื้นที่ เช่น สัมปทานรอบที่ 20 มีการคืนพื้นที่ไปเยอะมาก และเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่ที่มีการเปิดให้สัมปทานมาแล้วทั้งนั้น แต่ไม่เจออะไร ถ้ารัฐบาลลงทุนเองเสี่ยงแน่และเสี่ยงสูง” ปิยสวัสดิ์ บอก
ยกตัวอย่างเช่น กัมพูชารัฐได้ส่วนแบ่งมากกว่าไทยก็จริง แต่วันนี้กัมพูชาได้ส่วนแบ่งเท่ากับศูนย์ เพราะยังไม่มีการผลิตน้ำมันและแก๊สแม้แต่หยดเดียว ปริมาณสำรองน้ำมันจึงเท่ากับศูนย์ เพราะขุดแล้วไม่คุ้ม
แต่ข้อดีของระบบสัมปทาน คือ รัฐบาลไม่ต้องลงทุน แต่ได้ผลตอบแทนสูง เช่น สัมปทานไทยแลนด์ 3 รัฐได้ผลตอบแทน 72% ต่างจากไทยแลนด์ 1 ที่รัฐได้ผลตอบแทน 5455% แต่คงโทษใครไม่ได้ เพราะตอนนั่นไม่มีใครค้นพบว่าในอ่าวไทยมีน้ำมัน
“วันนี้เราได้รายได้ภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และภาษี จากการพัฒนาปิโตรเลียมปีละ 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 8% ของงบแผ่นดิน แต่คงเทียบกับมาเลเซียไม่ได้ เพราะทรัพยากรน้ำมันเขาสมบูรณ์กว่า ปริมาณสำรองมากกว่าไทยเยอะมาก” ปิยสวัสดิ์ กล่าว
นี่เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของข้อมูลจำนวนมหาศาล ดังนั้น หากต้องการให้การปฏิรูปพลังงานในขั้นต้นทางมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลที่ถูกต้องมากางและถกเถียงกันให้ตกผลึก ก่อนตอบโจทย์ว่าแนวทางปฏิรูปพลังงานที่เหมาะสมกับไทยเป็นอย่างไร







