posttoday
Karoshi : ผลผลิตแห่ง มวลมหาประชากรญี่ปุ่น

Karoshi : ผลผลิตแห่ง มวลมหาประชากรญี่ปุ่น

03 มิถุนายน 2557

หากใครได้อ่านหนังสือพิมพ์ Post Today เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค. 2557 ในคอลัมน์ตอน “ญี่ปุ่น : An Older Japan” ผมได้แสดงความกังวลถึงภาระในการทำงานของ “ประชากรวัยทำงาน” อันหนักอึ้งในอนาคต จากโครงสร้างประชากรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยสัดส่วนของวัยดังกล่าวจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ “วัยชรา” ซึ่งมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ภาระที่วัยทำงานจะต้องแบกรับมีขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย

หากใครได้อ่านหนังสือพิมพ์ Post Today เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค. 2557 ในคอลัมน์ตอน “ญี่ปุ่น : An Older Japan” ผมได้แสดงความกังวลถึงภาระในการทำงานของ “ประชากรวัยทำงาน” อันหนักอึ้งในอนาคต จากโครงสร้างประชากรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยสัดส่วนของวัยดังกล่าวจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ “วัยชรา” ซึ่งมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ภาระที่วัยทำงานจะต้องแบกรับมีขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เราอาจจะลองสมมติง่ายๆ โดยเปรียบเทียบประเทศญี่ปุ่นให้เป็นเรือพาย 1 ลำ และมีคนอยู่บนเรือ 10 คน ถ้าทุกคนหนัก 100 กิโลกรัม และสมมติว่าไม่นับน้ำหนักเรือ เรือลำนี้จะหนักเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม ซึ่งถ้าทุกๆ คนบนเรือช่วยกันพายเรือนี้ แต่ละคนที่พายก็จะต้องรับผิดชอบในการพายเรือให้กับน้ำหนักเฉลี่ยคนละ 100 กิโลกรัม (1,000 หารด้วย 10) ผมขอเรียกตรงนี้ว่า “ภาระทางสังคมต่อคน” อย่างไรก็ตาม หากในปัจจุบันมีทั้งคนที่พายเรือไหวและคนที่พายไม่ไหวคิดเป็นสัดส่วน 6 ต่อ 4 ก็แปลว่า 6 คนดังกล่าวจะต้องรับ “ภาระทางสังคมต่อคน” เท่ากับ 1,000 หารด้วย 6 หรือเท่ากับ 167 กิโลกรัม

ถ้าในอีก 30 ปีข้างหน้าจะมีคนที่พายเรือไม่ไหวเพิ่มอีก 1 คน สัดส่วนของคนที่พายเรือไหวกับที่ไม่ไหวก็จะกลายเป็น 5 ต่อ 5 หรือครึ่งต่อครึ่ง และจะทำให้ “ภาระทางสังคมต่อคน” เพิ่มขึ้นจาก 167 กิโลกรัม เป็น 200 กิโลกรัมทันที ถ้ายังคิดว่าไหวอยู่ลองคิดเลขตามนะครับ ถ้าสักวันคนที่ยังพายไหวอยู่เหลือเพียงแค่สองคนหรือคนเดียวแล้ว “ภาระทางสังคมต่อคน” ของสองคนสุดท้ายและคนสุดท้ายที่พายเรือไหวจะเพิ่มเป็น 500 และ 1,000 กิโลกรัม (คนเดียวแบกรับภาระน้ำหนักของทั้งเรือ) เลยทีเดียว นี่คือความโหดร้ายของชีวิตที่ประชากรศาสตร์กำลังบอกเรา

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือ การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าคนในวัยทำงานทุกคนไปทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะต้องคำนึงถึงค่านิยมในการทำงานของสตรีญี่ปุ่นที่มักจะลาออกจากการทำงานหลังจากที่แต่งงานแล้วหรือมีบุตร ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็ได้ทำให้ภาระในการทำงานและหารายได้หลักเข้ามาจุนเจือในครอบครัวตกเป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษหรือพ่อบ้านเสียมากกว่า จนเกิดเป็นคำเรียกทับศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นเพื่อเรียกคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะว่า “ซาลารี่มาน” (Salaryman) ซึ่งเอาไว้เรียกมนุษย์เงินเดือนที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะ

ถึงตอนนี้หลายๆ ท่าน (โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ) อาจจะเริ่มจินตนาการได้ถึงภาระอันหนักอึ้งของ “ซาลารี่มาน” บ้างแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ “ซาลารี่มาน” โดยส่วนใหญ่ก็จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อความก้าวหน้าในการทำงาน พอนานเข้าก็กลายเป็นวัฒนธรรมในการทำงานในแบบญี่ปุ่นไป คือเข้างานแต่เช้าและเลิกงานดึกๆ มีรายงานฉบับหนึ่งกล่าวว่า “ซาลารี่มาน” ในวัย 30 กว่าปีถึงร้อยละ 25 ที่ทำงานอย่างน้อย 60 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ คนกลุ่มนี้ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนอย่างหนักและเคร่งเครียด ขนาดที่ว่าทำกันจนตาย!

ครับ...ตายจริงๆ ครับ แต่ไม่ใช่แก่ตายนะครับ ตายกันตั้งแต่วัยทำงานนี่แหละ ตายกันคางานเลย ตามข้อมูลจากงานเขียนของ Nishiyama and Johnson (1997) การเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากการทำงานหนักหรือเครียดจนเกินไป ซึ่งแปลตรงตัวว่า คาโรชิ (Karoshi) นั้นเกิดขึ้นเคสแรกในญี่ปุ่นในปี 2512 ผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นชายวัย 29 ปี ซึ่งทำงานอยู่กับสำนักหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีรายงานของ “คาโรชิ” นี้ออกมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระยะสิบกว่าปีหลังมานี้จากข้อมูลของ International Labor Organization จำนวนกรณีที่มีการจ่ายเงินชดเชยจากบริษัทประกัน (Compensated cases) จากการเสียชีวิตโดยมีสาเหตุมาจากการทำงานมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดการรณรงค์ต่อต้านการทำงานจนเกินไปของชาวญี่ปุ่นนี้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การกำหนด No Overtime Day หรือวันเลิกงานตรงเวลาทั้งบริษัท (ห้ามอยู่ต่อ) เป็นต้น

แม้จะมีการรณรงค์ แต่หากผู้มีอำนาจในการกำหนดซึ่งก็คือนายจ้างไม่ร่วมมือก็คงเป็นไปได้ยากที่มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้จะทำงานลดลงได้ อย่างไรก็ตาม ผมได้ยินแว่วๆ ว่าเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง นักเคลื่อนไหวในการรณรงค์แคมเปญ AntiKaroshi นี้ประสบความสำเร็จในการผลักดันร่างกฎหมายเกี่ยวกับ “คาโรชิ” เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา Diet ของญี่ปุ่นได้แล้ว

กับคำขวัญในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” อาจดูเหมือนเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตที่ดูมั่นคงในยุคนั้น ซึ่งเป็นยุคร่วมสมัยกับช่วง “Golden Sixties” ของญี่ปุ่นที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่หากในปัจจุบันเราจะนำมาใช้ ก็อาจต้องประยุกต์ “หลักการชีวิต” นี้ให้ทันตามสมัยเสียบ้าง

เพราะ “คาโรชิ” ไม่ใช่โรคติดต่อ เราจึงเลือกได้ที่จะไม่เป็นมัน...

ตั้งแต่เริ่มงานใหม่ๆ จนถึงทุกวันนี้คุณแม่ของผมก็ยังคงเตือนสติผมอยู่เสมอๆ ว่า “เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุขภาพเอากลับมาไม่ได้นะจ๊ะลูก”

ผมยังไม่ค่อยแน่ใจในประโยคแรกเท่าไหร่ แต่ประโยคหลังนี่สิ... นับวันผมก็ยิ่งจะเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท