
CLSAเพิ่มหุ้นไทย
เชื่อมั่นคสช.สร้างความมั่นคงประเทศได้ต่างชาติพลิกซื้อวันแรกในรอบ9วัน
เชื่อมั่นคสช.สร้างความมั่นคงประเทศได้ต่างชาติพลิกซื้อวันแรกในรอบ9วัน
ซีแอลเอสเอ เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย ชื่นชม คสช. ต่างชาติกลับมาซื้อ 2,694 ล้าน เสียงเชียร์แบงก์SCC ดังชัด
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ซีแอลเอสเอ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยจากปกติ เป็นมากกว่าตลาด ในการลงทุนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ภายหลังเกิดรัฐประหาร 10 วัน และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงให้ประเทศ ที่คาดว่าจะบริหารงานอย่างน้อย 15 เดือน
บล.ซีแอลเอสเอ เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยอีก 2% จากการลดน้ำหนักลงทุนในเวียดนามและมาเลเซียลงมา นอกจากนั้นยังลดน้ำหนักหุ้นบริษัท อินทัช โฮลดิ้ง (INTUCH) ลง 4% เพื่อนำไปลงทุนในหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่จะได้ดีจากการใช้จ่ายโครงการสาธารณูปโภค
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ต่างชาติมีมุมมองว่าการบริหารภายใต้ คสช.มีการจัดการค่อนข้างรวดเร็ว มีผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา มีการบริหารราชการค่อนข้างประสบผลสำเร็จ จ่ายเงินชาวนาได้ สามารถผลักดันโครงการสาธารณูปโภคให้เกิดขึ้น โครงการต่างๆ รอเพียงรัฐมนตรีเซ็นเท่านั้น เพราะข้าราชการเตรียมงานไว้พร้อมแล้ว
“เท่าที่เราได้ร่วมโรดโชว์กับกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1923 พ.ค.ที่ผ่านมา ฝรั่งให้น้ำหนักหุ้นไทยน้อยมาก ช่วงนั้นคาบเกี่ยวรัฐประหาร วันสุดท้ายเราได้พยายามชี้แจงว่าทหารเข้ามาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้ต่างชาติรอเพียงเวลาเข้าซื้อเท่านั้นเอง” นายปริญญ์ กล่าว
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า หุ้นบวกแรงเป็นเพราะนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และเห็นทาง คสช.เสนอแผนและนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ
“ช่วงนี้หุ้นบวกได้ แต่คงจะขึ้นไม่ถึง 1,500 จุด หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการนำไปปฏิบัติจริง หุ้นคงไม่ได้บวกแรง แต่จะทดสอบระดับ 1,500 จุดได้ ตามเป้าหมายของฝ่ายวิจัย คงจะเกิดในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 จะเริ่มเห็นผลของการที่ คสช. สั่งให้เบิกจ่ายเงินงบประมาณ จ่ายเงินคืนชาวนา ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว กำไร บจ.น่าจะดีขึ้น” นายสุกิจ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดัชนีหุ้นขึ้นมาระดับ 1,440 จุด ใกล้เคียงกับระดับก่อนมีปัญหาการเมืองเมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2556 ดังนั้นกลุ่มหุ้นที่ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรและเงินปันผล จะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และวัสดุก่อสร้าง เช่น ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ ประเมินภาพรวมในเดือน มิ.ย.นี้ มีโอกาสไต่ระดับขึ้นสู่เป้าหมายแรกที่ประเมินไว้ที่ 1,4501,480 จุดได้
“เดือน มิ.ย. เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ได้แก่ CPALL, BJC, SCB กลุ่มที่มักจะเติบโตก้าวกระโดดในช่วงที่การบริโภคขยายตัว ได้แก่ ANAN, MACO กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, HEMRAJ, TICON และกลุ่มสายการบิน AAV, NOK” นายวิศิษฐ์ กล่าว
บล.ธนชาต คงเป้าหมายระยะสัปดาห์ที่ 1,460 จุด และทางเทคนิคเริ่มเห็นว่ากลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสารกลับมามีวงจรที่แข็งแกร่งขึ้น แนะนำซื้อ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) พื้นฐาน 204บาท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) 255 บาท และ INTUCH92 บาท
บล.เอเซีย พลัส ให้เป้าหมายดัชนีต่อไป 1,444 จุด และแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมาสูงกว่าตลาด เช่น กลุ่มการแพทย์ และเพิ่มน้ำหนักกลุ่มธนาคาร หุ้นเด่นคือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) KBANK ส่วนธนาคารขนาดกลางยังชอบบริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และบริษัท ทุนธนชาต (TCAP)
ด้านการซื้อขายหุ้นวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยพุ่งแรงปิดที่ 1,440.94 จุด บวก 25.21 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.78% นับเป็นการปรับขึ้นแรงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นที่บวก 2.07% และอินเดีย 1.93% โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิถึง 2,694 ล้านบาท หลังจากขายมาตลอด 9 วัน ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา







