
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคพ.ค.ปรับเพิ่มครั้งแรกรอบ14เดือน
โพลหอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.อยู่ที่ 70.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 4 เดือน เหตุมั่นใจสถานการณ์การเมือง
โพลหอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.อยู่ที่ 70.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 4 เดือน เหตุมั่นใจสถานการณ์การเมือง
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพ.ค.2557 ว่า ค่าดัชนีอยู่ที่ 70.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย.ที่อยู่ระดับ 67.8 เป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และเป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.พ.2557 เนื่องจากผู้บริโภคมีความมั่นใจทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารงาน รวมทั้งมีการอนุมัติจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนา ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศที่มีการปรับตัวลดลง และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตก็มีการปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 75.8 จากระดับ 72.3 ในเดือนเม.ย. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 60.7 โอกาสในการหางานทำอยู่ที่ระดับ 64.2 และรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 87.1 ขณะที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ที่ 59.6 ปรับขึ้นจากเดือนเม.ย.ที่อยู่ 37.3 สูงสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่ต.ค.2556 ซึ่งเป็นดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความหวังและเชื่อมั่นว่าภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงานและการหารายได้จะปรับตัวดีขึ้น
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ที่มีมากขึ้น ทางหอการค้าไทยเชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และจากโรดแมปด้านเศรษฐกิจที่ คสช.เร่งดำเนินการเช่น การจ่ายเงินจำนำข้าวและการปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมทั้งการวางรากฐานการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่าง โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่นั้น คาดว่าจะทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีเม็ดเงิน 2-3 แสนล้านบาท ไหลและหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของจีดีพีเพิ่มขึ้น 1-1.5% ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวได้ 4-5% ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศปีนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวอยู่ที่ 2-3% มีมากขึ้น
“จะเห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขณะนี้มีสัญญาณอยู่ในช่วงขาขึ้น และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขื้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้นไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลบอลโลกที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวเช็คความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะหากมีการจับจ่ายใช้สอยคึกคักก็จะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง”นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับกรณีที่คสช.มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซแอลพีจี และโครงการธงฟ้าต่อนั้น มองว่า เป็นเรื่องที่ควรทำในระยะสั้น 3-6 เดือน เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เนื่องจากทำให้มีความรู้สึกว่ามีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูงขึ้น แต่หลังจากนี้ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และคสช.จะต้องรักษาสมดุลของความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น ซึ่งตามแผนโรดแมปด้านเศรษฐกิจทั้ง 10 ข้อของคสช.สามารถเคลื่อนได้เร็วก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ทางหอการค้าไทยจะมีการปรับประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว







