
กางโรดแมปแบงก์รัฐอัดสินเชื่อ 3 แสนล. ขยับจีดีพี 1 %
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางและรูปแบบการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ (โรดแมป)
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางและรูปแบบการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ (โรดแมป) ที่กระทรวงการคลังเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ทั้ง 8 แห่งนั้น จะให้ปล่อยสินเชื่อรวมกันให้ได้ 3.43 แสนล้านบาท ในปี 2557 ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการราว 1.4 แสนรายทั่วประเทศ
การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านกลไกสถาบันการเงินของรัฐเหล่านี้ คาดว่าจะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวเพิ่มได้ระหว่าง 0.81% ต่อปี ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เพิ่มเติม หลังจากที่ คสช.อนุมัติการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการจำนำข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มได้ 0.2% ต่อปี
สำหรับมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจนั้น เริ่มต้นด้วย “ธนาคารออมสิน” ซึ่งนำร่องออกโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีสุขใจ ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ให้วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท อายุเงินกู้ไม่เกิน 10 ปี โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 ที่ MLR1 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 1 หมื่นรายทั่วประเทศ
“ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” (ธ.ก.ส.) ออกโครงการเพิ่มสินเชื่อวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ให้กับลูกค้าจำนวน 6.35 หมื่นราย นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อวิสาหกิจชุมชน ในวงเงิน 7,500 ล้านบาท จำนวน 1.04 หมื่นกลุ่มวิสาหกิจ พร้อมทั้งสินเชื่อผู้ประกอบการ 3,400 ล้านบาท สินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และบัตรสินเชื่อเกษตรกร 3 หมื่นล้านบาท จำนวน 3 หมื่นราย
ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส. ได้จ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิต 2556/57 จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และเตรียมนำสภาพคล่องราว 1.5 หมื่นล้านบาท จ่ายสำรองเพิ่มระหว่างที่รอให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ ธ.ก.ส. สามารถจ่ายเงินจำนำข้าวที่ค้างชาวนาอยู่กว่า 9.2 หมื่นล้านบาท ได้ครบภายในวันที่ 15 มิ.ย.นี้
ด้าน “ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย” (ธพว.) ออกโครงการขยายสินเชื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต 2 ในวงเงิน 3,000 ล้านบาท รวม 1,200 ราย รวมถึงโครงการสินเชื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตามยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม 5,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการจำนวน 600 ราย นอกจากนี้ ธพว. หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ยังออกมาตรการป้องกันหนี้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) โดยให้พักชำระหนี้เงินต้น 6 เดือน และเพิ่มวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ “ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย” (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เตรียมดำเนินการโครงการขยายสินเชื่อให้เอสเอ็มอี วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ส่งออกจำนวน 2.2 หมื่นราย
ขณะที่ “บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม” (บสย.) ออกมาตรการจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนเอสเอ็มอีในปีแรก (PGS5) วงเงิน 1.19 แสนล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 หมื่นราย พร้อมด้วยมาตรการให้ความช่วยเหลือไมโครเอสเอ็มอี 5,000 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโอท็อป 1 หมื่นล้านบาท และมาตรการพักชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 6 เดือน
ด้าน “ธนาคารอาคารสงเคราะห์” (ธอส.) เตรียมวงเงิน 5,000 ล้านบาท จัดทำ “โครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.เพิ่มสุข” แก่ลูกค้าเดิมของธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระดีมาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน ให้ได้รับสิทธิกู้เพิ่มเติม สำหรับซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ในวงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกันต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.99% และปีที่ 4 คิดอัตราดอกเบี้ย 4.975% ส่วนปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญา คิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ 6.975% นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการอื่นๆ อีก 14 โครงการ
“ดอกเบี้ยโครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.เพิ่มสุข เป็นอัตราที่ต่ำมาก สำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ในภาวะเศรษฐกิจชะลอลูกค้าอาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โครงการนี้จึงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าได้” อังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าว
สำหรับ “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย” (ไอแบงก์) ออกโครงการเอสเอ็มอีฮาลาลเทรด วงเงิน 2,000 ล้านบาท ให้กับลูกค้ารายใหม่ 40 ราย โครงการสินเชื่อมาตรฐานเฟล็กซี่แอนด์ชัวร์ วงเงิน 4,800 ล้านบาท มาตรการแคมเปญสินเชื่อบุคคล 4 โครงการ วงเงิน 800 ล้านบาท และ “บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย” (บตท.) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกค้า บตท. โดยใช้นโยบายและมาตรการที่สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา







