
การปฏิรูปประเทศไทยระบบ Fast Track ในช่วง คสช. ทางออก หรือทางตันของประเทศ (จบ)
วันนี้มาติดตามตอนจบ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วกันครับ
วันนี้มาติดตามตอนจบ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วกันครับ
ประเด็นที่สำคัญคือประเด็นการปฏิรูปในแต่ละเรื่องที่ คสช.จะพิจารณาก็ควรจะมีการดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงาน หรือคณะกรรมการที่พิจารณาประเด็นที่จะปฏิรูป โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรประกอบจากผู้แทนหลายภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ที่จะสามารถมาช่วยกลั่นกรองผลการศึกษาที่มีอยู่ในแต่ละเรื่อง ทั้งที่มีมาจากหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาพิจารณาคัดเลือกผลการศึกษาที่ดีที่สุดในการเสนอกฎหมายแบบ Fast Track เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการตรากฎหมายของแต่ละฝ่ายนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว โดยต้องไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และที่สำคัญคือความโปร่งใสในกระบวนการทำงานและตรากฎหมาย
การตรากฎหมายในระบบ Fast Track นี้ ต้องมีเป้าหมายในการลดการใช้ดุลพินิจของภาครัฐ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือระบบอุปถัมภ์ และสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถมีกลไกการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายและสามารถวัดผลการบังคับใช้กฎหมายได้ โดยหากผู้ร่างกฎหมายยึดหลักดังกล่าวได้อย่างมั่นคงแล้ว ประเทศไทยก็จะสามารถปฏิรูปประเทศได้ตามที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ
การคิดนอกกรอบที่อาจไม่อยู่ในกรอบนิติวิธี ที่เรียกว่ากระบวนการ Fast Track และกระบวนการร่างกฎหมายที่ให้ภาคเอกชนหรือเครือข่ายปฏิรูปมีส่วนร่วมนั้นมีความสำคัญมากในการปฏิรูป ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยในการดำเนินการดังกล่าวนี้ ผมเห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาควรทำหน้าที่เป็นเลขานุการและดูแลด้านเทคนิคทางกฎหมายเพื่อที่จะร่างกฎหมายด้วยความรวดเร็วมากกว่ากระบวนการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
กฎหมายที่ผ่านกระบวน Fast Track เหล่านี้ ควรจะได้มีการกำหนดกระบวนการที่จะให้สภานิติบัญญัติปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในรูปกฎหมายที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในภายหลังเพื่อให้สอดคล้องกับนิติวิธี และกฎหมายบางฉบับควรมีกระบวนการประชามติไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ ข้อเสนอนี้ไม่ได้มุ่งให้การแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายทุกฉบับต้องใช้กระบวนการ Fast Track ที่กล่าวมานี้ แต่ คสช.ควรจัดลำดับความสำคัญว่ากฎหมายใดที่มีความสำคัญเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศไทย ส่วนที่มีความเร่งด่วนน้อยก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเฉพาะกาลและสภานิติบัญญัติที่จะมีการจัดตั้งตามธรรมนูญชั่วคราว
ในความเห็นของผมมีเรื่องสำคัญที่จะต้องผ่านกฎหมายโดยเร่งด่วนที่โปร่งใสตรวจสอบได้เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยไม่เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์หรือฝ่ายตรงข้ามได้ มีดังนี้
1.กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการต่อต้านการทุจริต การจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษและกระบวนพิจารณาคดีทุจริต หน่วยงานฟ้องร้องคดี อาจเพิ่มเติมอำนาจ ป.ป.ช. คปท. หรือประชาชนสามารถฟ้องร้องคดีได้เอง ทั้งนี้ อาจต้องมีการสรรหาเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษเช่นเดียวกับที่ประเทศฮ่องกง คดีดังกล่าวต้องไม่มีอายุความ รายละเอียดที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเคยเสนอร่างกฎหมายไว้ควรนำมาพิจารณาโดยเร่งด่วน
2.กฎหมายที่ให้ความเป็นอิสระแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ในการปฏิบัติงาน โดยมิให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงทำนองเดียวกับศาลอัยการ รวมทั้งการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องมีกระบวนการโปร่งใสปราศจากการแทรกแซงและคุณสมบัติของกรรมการที่เหมาะสม โดยอาจมีองค์กรอิสระจากภาคเอกชนที่มาจากบริษัทจดทะเบียนเป็นผู้สรรหา กรรมการอิสระส่วนหนึ่งด้วย
3.กฎหมายการปฏิรูปภาษีที่ต้องปฏิรูปใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการคลัง สร้างความโปร่งใส และสร้างความเข้มแข็งและให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก และใช้เป็นมาตรการต่อต้านการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่ประพฤติมิชอบ รวมทั้งมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าเป็นภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อมภาษี น้ำท่วม ภาษีการซื้อขายหุ้นที่เก็งกำไร ทั้งนี้ ผมจะเสนอในรายละเอียดของการปฏิรูปภาษีต่อไป
4.กฎหมายการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศ ที่ต้องป้องกันการทุจริตและห้ามมิให้บุคคลดังกล่าว หรือบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทำธุรกิจกับหน่วยงานที่ตนดำรงตำแหน่ง รวมทั้งการได้มาของผู้แทนที่
5.การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจควรทำคดีอาญาที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ควรทำคดีอาญาอื่นๆ ที่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้นและอัยการ การถ่วงดุลอำนาจและจำกัดอำนาจของดีเอสไอ หรือ ปปง. ที่ต้องไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาใช้อำนาจกลั่นแกล้งปรปักษ์ทางการเมืองหรือรับคดีโดยไม่สามารถตรวจสอบได้ การแยกเป็นกระทรวงอาจไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้
แน่นอนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรนำบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาพิจารณาว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องตีความมากมายและขัดแย้ง เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งนี้ควรมีการนำมาถอดบทเรียน
สำหรับผมเอง ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญใหม่ไม่ควรยาวและมีหลายมาตราจนเกินไปนัก ประเทศไทยมีนักกฎหมายชั้นครูและเก่งอยู่จำนวนมาก ขอให้แต่ละท่านมาช่วยกันหาทางออกและช่วยร่างกฎหมายฉบับ Fast Track ก็จะทำให้ประเทศไทยเรามีทางออก โดยผมขออนุญาตให้ท่านเหล่านั้นช่วยคิดนอกกรอบหน่อย อย่าติดกับถ้อยคำและเทคนิคทางกฎหมายจนเกินไปนัก เพราะหากท่านมัวคิดแต่ว่าเราไม่เคยทำหรือไม่เคยร่างกฎหมายแบบนี้ เราก็จะติดกับดักกฎหมายและนำประเทศสู่ทางตันได้
บทความตอนหน้าผมจะขอเสนอแนวทางการปฏิรูปกฎหมายภาษีที่ผมเคยพยายามเสนอมากว่า 10 ปี และพยายามพูดและเขียน รวมทั้งเผยแพร่มาปัดฝุ่นอีกสักครั้ง เผื่อว่าคราวนี้การปฏิรูประบบ Fast Track จะทำให้การปฏิรูปภาษีเป็นจริงได้







