
มาตรการเร่งฟื้นเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ปรับเป้าการขยายตัวการส่งออกปี 2557 ทั้งปี ลดลงเหลือ 3.5% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายได้มากกว่า 5% อันเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ภาคส่งออกไม่สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างที่คาดหวังไว้
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ปรับเป้าการขยายตัวการส่งออกปี 2557 ทั้งปี ลดลงเหลือ 3.5% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายได้มากกว่า 5% อันเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ภาคส่งออกไม่สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างที่คาดหวังไว้
เนื่องจากภาคส่งออกของไทยมีสัดส่วนอยู่ในจีดีพีที่สูงมาก เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก รวมทั้งผลผลิตภาคเกษตรปศุสัตว์ และยังเกี่ยวข้องกับภาคบริการต่างๆ ดังนั้นในครึ่งปีหลังเมื่อไม่สามารถพึ่งภาคส่งออกได้ จำเป็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้มีเม็ดเงินลงสู่มือประชาชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากการขยายตัวของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะส่งผลต่อการขยายตัวในโซ่อุปทานด้านการผลิตและบริการ รวมทั้งภาคเกษตรและการจ้างงาน
สิ่งที่ภาคเอกชนอยากให้ทีมเศรษฐกิจของ คสช.เร่งดำเนินการคือ การมีมาตรการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งการจ่ายหนี้ค้างจ่ายชาวนาที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้เป็นการถูกต้อง เพราะเงินหลายหมื่นล้านที่จ่ายให้ชาวนา นอกจากช่วยเหลือความเดือดร้อนของเกษตรกรแล้ว ยังจะไปหมุนเวียนอยู่ในตลาดสองถึงสามเท่า
ด้านการเพิ่มอำนาจซื้อทั้งของประชาชนและเกษตรกรจะต้องมีมาตรการผ่อนปรนหนี้ครัวเรือน ทั้งยืดหนี้ขยายงวดเวลาการชำระหนี้ หรือผ่อนปรนไม่ต้องชำระเงินต้นในช่วงเวลา 46 เดือน อีกทั้งควรร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นในการมีมาตรการสร้างงานระยะสั้นในชนบท เช่น การสร้างทำนบกั้นน้ำ การขุดบ่อ ทั้งเพื่อการเลี้ยงปลาและกักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค หรือโครงการอะไรก็แล้วแต่ เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้าถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ มาตรการระยะสั้นในการกระตุ้นการบริโภคมีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ปัจจัยสำคัญเกิดจากประชาชนขาดอำนาจซื้อ การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยขาดความเป็นรูปธรรมเหมือนที่ผ่านมาอาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวไม่ได้
ขณะที่บางมาตรการถึงแม้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องดำเนินการ เช่น ด้านการลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน หรือมาตรการด้านการศึกษา รวมทั้งมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ มาตรการเหล่านี้การจะเห็นผลต้องใช้เวลา ปัญหาของประชาชนขณะนี้คือไม่มีสตางค์มาใช้จ่าย หากเรื้อรังก็จะไปกระทบภาคการผลิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคส่งออกอ่อนแอ ไม่สามารถช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ จำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเข้ามาช่วย
อย่างไรก็ดี โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าควรจะใช้ในเวลาสั้นๆ มิฉะนั้นจะทำให้ประชาชนเสพติดเหมือนกับโครงการประชานิยมที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน เพราะภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการอุ้มแรงงานไว้จำนวนมาก
ปัญหาใหญ่ของภาคเอสเอ็มอีคือ ยอดขายและคำสั่งซื้อลดลงมาก สะท้อนจากดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมต่ำสุดในรอบ 58 เดือน ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นหรือเท่าเดิม ทำให้ผลประกอบการขาดทุนส่งผลต่อการขาดสภาพคล่อง ที่ผ่านมาทางสถาบันการเงินก็มีความระมัดระวังในการปล่อยหนี้ เห็นได้จากการอนุมัติสินเชื่อของกลุ่มเอสเอ็มอี จากเดิมได้รับอนุมัติ 70% จากคำขอสินเชื่อ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 50%
ดังนั้น ทีมงานเศรษฐกิจของ คสช.จะต้องร่วมมือกับสถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจในการหาวิธีที่จะเยียวยา ทั้งด้านการเพิ่มสินเชื่อ หรือการพักหนี้ รวมถึงมาตรการอื่นๆ เพื่อพยุงให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้
ทั้งนี้ เศรษฐกิจของประเทศถูกหมักหมมขาดการแก้ปัญหาต่อเนื่องมาเกินกว่าครึ่งปี ถึงแม้พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยจะมีความเข้มแข็ง แต่เป็นการมองในภาพรวม หากตัดรัฐวิสาหกิจกับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีอยู่ไม่กี่สิบบริษัท รวมทั้งภาคธนาคารและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ออกไป จะพบว่าเศรษฐกิจของไทยก็ไม่ได้เข้มแข็ง
จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการที่เร่งด่วนในการกระตุ้นการบริโภคและการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการซึ่งอ่อนแอ...มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ!!!







