
เม.ย.ต่างชาติขนเงินเข้าไทย4.6หมื่นล.
ธปท.เผยเดือน เม.ย. เงินต่างชาติยังไหลเข้าสุทธิ 4.6 หมื่นล้านบาท ขอรอดูการเมืองต่อหลังรัฐประหาร
ธปท.เผยเดือน เม.ย. เงินต่างชาติยังไหลเข้าสุทธิ 4.6 หมื่นล้านบาท ขอรอดูการเมืองต่อหลังรัฐประหาร
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือน เม.ย. 2557 พบว่า มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1,402 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ระดับ 32.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นการไหลเข้ามาลงทุน ทั้งการลงทุนโดยตรงและการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ไหลออกสุทธิ 2,174 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.1 หมื่น ล้านบาท
สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือน เม.ย. แบ่งเป็นด้านสินทรัพย์ มีเงินไหลออกสุทธิ 415 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศของ นักลงทุนไทยและรัฐบาล ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารฮ่องกง จีน และตุรกี และการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของผู้ประกอบการไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในบริษัทโฮลดิ้ง ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง การผลิตเครื่องดื่มและพลังงาน
ขณะที่ด้านหนี้สินมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1,817 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเอฟดีไอที่ส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในธุรกิจยานยนต์ คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจสถาบันการเงินและประกันภัยจากญี่ปุ่น สหรัฐ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ประกอบกับต่างชาติเข้าลงทุน ในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในทิศทางสอดคล้องกับภูมิภาค หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐช่วงนี้ออกมาต่ำกว่า คาดการณ์
นอกจากนี้ หลังจากที่ไทยยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ทำให้ความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองผ่อนคลายลง เมื่อนำสินทรัพย์และหนี้สินมาบวกลบแล้ว พบว่า เดือน เม.ย. มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิ 1,402 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนไหลออกไทยยังไม่น่าห่วงเพราะต่างชาติขายหุ้นหรือตราสารหนี้ไทยในช่วงสั้นเท่านั้นหลังการรัฐประหาร โดยนักทุนยังรอดูความชัดเจนทางการเมืองไทยก่อน ขณะที่ค่าประกันความเสี่ยงเครดิต (CDS) เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ก็ลดลงมาอยู่ที่ 1.22% จาก 1.33% ณ วันที่ 22 พ.ค. หรือใกล้เคียงกับช่วงกลางเดือน พ.ค. สะท้อนว่าปัจจัยการเมืองมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติในช่วงสั้นๆ และนักลงทุนต่างชาติได้ผ่อนคลายความกังวลลงมาระดับหนึ่งแล้ว
ทั้งนี้ หากเทียบกับสถานการณ์ตลาดทุน ในประเทศต่างๆ ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ พบว่าปัจจุบันต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนอย่างร้อนแรงอีกครั้งทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ และค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่เกิดภาวะทุนไหลออกถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อช่วงต้นปีนี้ โดยข้อมูลจากบริษัท อีพีเอฟอาร์ โกลบอล ระบุว่า ระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. กองทุนรวมและกองทุนอีทีเอฟที่เน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ได้เพิ่มเงินลงทุนสุทธิไปถึง 1.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2556







