
คสช.เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ
ภายหลังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่แล้ว ก็เร่งนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ภายหลังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่แล้ว ก็เร่งนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเต็มที่ โดยหนึ่งในนโยบายนั้น คือ การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ซึ่ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ รองหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ มีแผนเสนอเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน คสช. ตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งระบบราง น้ำ ถนน อากาศ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งอยู่ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท โดยจะเสนอประธาน คสช. ใน 2 สัปดาห์นี้
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งจัดทำแผนเร่งด่วนเพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน และการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีแผนช่วยเหลือชาวนาทางด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ
7องค์กรเสนอแผนสร้างอนาคตประเทศไทย
ยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรอง
ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการปรับนโยบายใหม่รับ คสช. ซึ่ง วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปฏิบัติหน้าที่ รมว.อุตสาหกรรม ได้มีคำสั่งยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยต่อจากนี้ไป การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) สามารถใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน
ขยับแอลพีจีครัวเรือน 1 มิ.ย.อีก 50 สต.
ด้านกระทรวงพลังงานยังเดินหน้าปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือนอีก กก.ละ 50 สต. มีผลวันที่ 1 มิ.ย. ส่งผลให้ราคาขายแอลพีจีครัวเรือนอยู่ที่ 23.13 บาทต่อ กก. ส่วนจะชะลอปรับราคาตามที่มีการเรียกร้องหรือไม่นั้น ภายหลัง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และให้แนวทางว่ายังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายปรับขึ้นราคาแอลพีจี แต่จะเร่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ไม่มีผู้ที่มาเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงสร้างราคาแอลพีจีที่มีความแตกต่างในแต่ละภาคหาข้อสรุปใน 1-2 สัปดาห์นี้
คุมสื่อสังคมออนไลน์
แม้ คสช.จะปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าใช้เฟซบุ๊กของคนไทยไม่ได้ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา และยังกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งไอซีทีและ กสทช.ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์กว่า 120 เว็บไซต์ ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายละเมิดคำสั่ง คสช. รวมทั้งไอซีทีจะส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเจรจากับเฟซบุ๊กและกูเกิล รวมถึงไลน์ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าตรวจสอบเป็นรายบุคคล







