
สร้างแบรนด์ออนไลน์ชิงตลาด4แสนล้านตลาดอีคอมเมิร์ช
งานเสวนา จีเอฟที 2014 ฟอรั่ม ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างแบรนด์ให้ติด ด้วยตลาดออนไลน์” โดย บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
งานเสวนา จีเอฟที 2014 ฟอรั่ม ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างแบรนด์ให้ติด ด้วยตลาดออนไลน์” โดย บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ พร้อมกูรูจากธุรกิจแฟชั่นและการทำตลาดออนไลน์ ที่มาถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ธุรกิจผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ที่มีมูลค่าการค้ารวมกันไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาทในปัจจุบัน
บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต และอุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคตและเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ เพราะโดยเฉพาะผู้กำลังเริ่มต้นกิจการ ที่จับกลุ่มเป้าหมายธุรกิจต่อผู้บริโภค(บีทูซี) จากปัจจุบันคาดว่ามีประชากรอินเทอร์เน็ตราว 2,000 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ของประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน
สำหรับประเทศไทยคาดมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตราว 25 ล้านคน หรือสัดส่วน 30% ของประชากรเกือบ 70 ล้านคน และจากการขยายตัวของอุปกรณ์สื่อสาร สมาร์ทโฟนที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน พร้อมกับที่กลุ่มลูกค้าจากหน้าร้านออฟไลน์ก็จะขยับช่องทางการขายมาอยู่ออนไลน์ตามไปด้วย เพื่อตอบรับผู้ใช้งานผ่านสื่อออนไลน์ที่ขยายตัวตามมาด้วย
แนวโน้มดังกล่าว เป็นโอกาสของผู้ให้บริการเครื่องมือการตลาดออนไลน์ เช่น เว็บไซต์สำเร็จรูปด้วย ซึ่งปัจจุบันบริษัทให้บริการเครื่องมือการตลาดผ่านโซเชียล แพตฟอร์ม ต่างๆ เช่น เฟซบุค อินสตาแกรม เป็นต้น ขณะที่เจ้าของสินค้าที่เตรียมเข้าสู่หน้าร้านออนไลน์ ก็จำเป็นต้องปรับตัวด้านการตลาดทั้ง การพูด เขียน หรือ ถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่ด้วย
ณัฐเศรษฐ์ ศิรินันท์ธนานนท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท Semantic Touch เจ้าของธุรกิจ BentoWeb ประเทศไทย กล่าวว่า หลักสำคัญสำหรับผู้สนใจทำธุรกิจออนไลน์ คือ การเขียนแผนธุรกิจ หรือบิสิเนส โมเดล เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าและพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้า จากนั้นจึงมาสนใจวิธีการสื่อสารกับลูกค้าทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ หรือการเข้าสู่กระบวนการตลาด ทั้งการหาลูกค้า การพูดคุยกับลูกค้า และการขายจากแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีอยู่บนเครือข่ายออนไลน์
ขณะที่ปัจจุบันยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าบนช่องทางออนไลน์ อาทิ ระบบการคิด คำนวณ การบริหารคำสั่งซื้อสินค้าคงคลัง (สต๊อก) รวมทั้งระบบการทำธุรกรรม คำสั่งซื้อรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาช่วยด้านการขายให้กับเจ้าของสินค้า ซึ่งยังรวมไปถึงระบบการขนส่งและกระจายสินค้า การบรรจุหีบห่อ เพื่อนำส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย ที่ให้เจ้าของสินค้าสามารถเลือกให้เก็บเงินปลายทางจากลูกค้า หรือสามารถชำระค่าสินค้าได้ก่อน เป็นต้น ซึ่งเหมาะสมกับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นกิจการหรือเอสเอ็มอี รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนที่พัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ด้วย
ปนิดา ศรีชัย เจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ ปนิโคลเซ็ท (Panicloset) กล่าวว่า เริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 3 ปีก่อน ผ่านช่องทางออนไลน์เว็บโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ภายใต้เพจ Panicloset ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้คลิกไลค์หรือแฟนเพจมากกว่า 1 ล้านไลค์ และมียอดขายถึง 100 ล้านบาท ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์อย่างเดียวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มียอดขาย 3,0004,000 ชิ้นต่อเดือน
“ร้านมุ่งให้ความสำคัญ (โฟกัส) ในช่องทางขายออนไลน์เป็นหลัก และเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว โดยสินค้าของทางร้านจะเป็นผู้ผลิตตัดเย็บเอง ภายใต้แนวคิด “ยูนีค เซลลิง พอยท์” ที่มีเอกลักษณ์การออกแบบเพื่อสร้างความแตกต่างไปจากคู่แข่งในตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีการแข่งขันสูง” ปนิดา กล่าวในปัจจุบันทั้งในช่องทางร้านค้าปลีกส่งทั่วไปและช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัวสูงขึ้น โดยปนิโคลเซ็ท จับกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงวัยทำงานอายุ 20ถึง40และ50ปี ด้วยมองว่ามีรูปแบบการแต่งกายที่ไม่แตกต่างกัน
พร้อมกันนี้ร้านยังได้ปรับการใช้เครื่องมือการขายไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตรงกับกระแสการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในแต่ละช่วง โดยในปีแรกของการทำตลาดจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และปีนี้เน้นที่แอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งมาแรงมากโดยช่องทางหลังมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาสูงถึง 80% เลยทีเดียว“ร้านเชื่อว่ามาถูกทางในการทำตลาดออนไลน์ เพราะสามารถเปิดให้บริการได้24ชั่วโมง และยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วประเทศ ซึ่งจากการทำตลาดมา3ปี ด้วยลูกค้าในกรุงเทพฯยังสร้างยอดขายได้ไม่เทียบกับลูกค้าทั่วประเทศ” ปนิดา กล่าวทิ้งท้าย







