
เศรษฐกิจและธุรกิจหลังการรัฐประหาร
เศรษฐกิจและธุรกิจหลังปฏิวัติ : ตอน ข้าวใหม่ปลามัน
เศรษฐกิจและธุรกิจหลังปฏิวัติ : ตอน ข้าวใหม่ปลามัน
หลังปฏิวัติ 1 อาทิตย์ ความรู้สึก “ดีใจและเสียใจ” เกิดพร้อมกัน ดีใจก็ที่ว่า การทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมือง 2 พรรคที่ใช้เวทีกลางถนนมาห้ำหั่นกันก็พอจะมองเห็นการประนีประนอมกันมากขึ้น ที่เสียใจ ก็คือ ต้องใช้วิธีการปฏิวัติซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เป็นที่ยอมรับกันในโลกกว้าง
ความดีใจและเสียใจ ปรากฏออกมาจากกลุ่มนักธุรกิจอย่างน้อย 7 สถาบัน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเสนอแนะเป็นรูปธรรมในการเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกที ที่เสียใจคือนักอุดมการณ์ที่ไม่ชอบวิธีนี้ ยังมีการจับกลุ่มรอจังหวะที่จะออกมาแสดงความเห็น และพรรคอันดับ 2 ที่เคยเชิดชูการเลือกตั้งเพื่อเข้าขบวนการประชาธิปไตยและต่อสู้มาทั้งชีวิตกำลังถูกนักการเมืองรุ่นใหม่ หน้าเก่ากลับลำ นำเสนอวิธีการปฏิวัติมาใช้ คือระบบสภาภาคประชาชนมาสู่มวลชนบนถนน
อย่างไรก็ตาม เลือดที่ไหลกำลังถูกห้ามเลือดอยู่ โดยเฉพาะปากท้องประชาชนชั้นล่างและชั้นกลาง คณะปฏิวัติรู้ถึงจิตวิทยาดี
ดังนั้นเรื่องแรกก็คือ ชาวนาที่ต้องช่วยด่วน เรื่องประชานิยมจำนำข้าวที่ผิดพลาดด้วยขบวนการรวบอำนาจระบบครอบครัว คอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ไม่ตกถึงชาวนา จำนำข้าวยังเป็นประเด็นสำคัญแรกที่ต้องทำด่วนเพื่อผลเชิงจิตวิทยา
งานต่อไปก็คือ “เสริมความมั่นใจธุรกิจ” ที่ผ่านมาธุรกิจที่กระทบมากสุด คือ “ท่องเที่ยว” ซึ่งละเอียดอ่อนต่อการปฏิวัติ ต้องรีบปรับปรุง การยกเลิก Curfew ก็เป็นเพียงวิธีเดียว
ธุรกิจที่กระทบระยะสั้นถึงกลางอีกประเภท คือ “อสังหาริมทรัพย์ของเรา” ที่เคยเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยและทำกันจนเกินตัวใน 2 ปีที่ผ่านมา กระตุ้นจนจะเกิด Over Supply เต็มเมือง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในเมืองใหญ่ คงต้องลงมาดู Real Need หรือความต้องการซื้อที่แท้จริงอีกทีว่าตลาดที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ตลาดแปลกปลอมเก็งกำไรหรือการซื้อเพื่อลงทุนเกินขนาด (คนละ 20-30 units) จะทำอย่างไร เช่น กระตุ้นแต่คนซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยหลังแรกไม่เกิน 3 ล้านเท่านั้น ดูแลการปล่อยกู้เกินกำลัง โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูเรื่อง “ตลาดบ้านเช่า” ซึ่งกำลังโตทั้งทางบวกและทางลบ ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ของ SME กำลังถูก Condo รายใหญ่ฮุบตลาด เป็นต้น
ธุรกิจอีกกลุ่มใหญ่คือ SME ทั้งภาคเกษตรอุตสาหกรรมและบริการ ขณะที่ตลาดชะลอตัวลง 6 เดือนที่ผ่านมา รายได้ลดลง บางคนเป็นหนี้สูง กู้มาเปิดร้านขายอาหาร มาทำธุรกิจรอการลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลที่ต้องชะลอตัว กำลังถูกกดดันมากขึ้นทุกที
การแก้ปัญหา NPL ควรจะป้องกันก่อนมิใช่ปล่อยให้เป็น NPL แล้วมาแก้ เช่น ปีต้มยำกุ้ง วิธีก็คือ “ยืดหนี้ปฏิรูปหนี้เสียก่อน” จากรถคันแรก เครื่องไฟฟ้า โดยเฉพาะบัตรเครดิตที่กู้จากระบบ NonBank ที่กำลังจะเป็นเชื้อเพลิงเศรษฐกิจที่ ธปท. ไม่เข้ามาดูแล ทำให้กู้นอกระบบ Bank และกู้ระบบใต้ดินกำลังโตอย่างน่ากลัว ซึ่งจะเป็นลูกระเบิด
เชิงบวกก็มีเยอะ แม้เป็นคณะปฏิวัติ แต่ก็พอจะเอาประสบการณ์ปฏิวัติโดยทหารในอดีตมาพัฒนา เช่น “เอาบุคคลภายนอก” มาแก้ “อย่าคิดรวมอำนาจ อย่ารวบอำนาจ อย่าเหลิงอำนาจ” อย่าเอาแต่ทหาร และอย่าคอร์รัปชั่น “ทำยากแต่ต้องทำ”
เชิงบวกอย่างแรกก็คือ “มาดูปากท้องประชาชนด้านเศรษฐกิจ” เอาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมาคุยกัน สรุปข้อเสนอโดยด่วน นำไปปฏิบัติ ประเด็นในอดีตที่บริหารค้างไว้และเป็นเชิงลบรีบแก้ได้ทันที เช่น พ.ร.บ.ร่วมทุน/ระบบภาษีอาจจะใช้ได้ทั้งทางบวกและลบ เช่น ขณะนี้เร่งเก็บภาษี ทั้งๆ ที่เงินหมุนเวียนภาคประชาชนกำลังร่อยหรอ เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ “เลื่อนได้ไหม” และรีบเร่งงบประมาณมาใช้ในโครงการระยะสั้น ให้กระแสเงินหมุนเวียนเร็วขึ้น เร่งงบค้างจ่าย เร่งงบลงทุนเพื่อสาธารณูปโภคที่เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน
ที่สำคัญที่สุดที่ทั่วโลกทำด้านการบริหาร คือ กระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นได้ช่วยทำ อย่ารวบอำนาจ รีบเร่งสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเหมือนจีนให้มากขึ้น ให้อำนาจกระจายออกไป ช่วยกันพัฒนา เลือกผู้ว่าในเมืองที่สำคัญ เพราะเป็นคนภาคประชาชน เราคงต้องเฝ้าดูการบริหารยุคข้าวใหม่ปลามันอย่ากะพริบตา และก็ให้กำลังใจคนตั้งใจทำดี หากถูกด่าก็ต้องอดทน







