posttoday
ซื้อ PTT-PTTEP

ซื้อ PTT-PTTEP

29 พฤษภาคม 2557

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท ปตท. (PTT) ว่าฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำซื้อ PTT โดยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2557 เท่ากับ 360 บาทต่อหุ้น และยังคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 45%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท ปตท. (PTT) ว่าฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำซื้อ PTT โดยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2557 เท่ากับ 360 บาทต่อหุ้น และยังคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 45%

แม้ว่าบริษัทจะเลื่อนระยะเวลาการขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เป็นไตรมาสแรก ปี 2558 จากเดิมที่จะเข้าตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

นอกจากนี้ GPSC อยู่ระหว่างศึกษาการร่วมลงทุนกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ในการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศ เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ อีกทั้ง GPSCยังเป็นน้องใหม่ในการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศ จึงยังจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย รวมถึงในส่วนของโครงการลงทุนร่วมกันในการนำเข้าธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

ทั้งนี้ GPSC เป็นเรือธง หรือ Flagship ทางด้านธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่ม ปตท. และถือหุ้นโดย PTT 30.1% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 30.3% บริษัท ไทยออยล์ (TOP) 11.9% และบริษัท ไทยออยล์ พาวเวอร์ 27.7%

“เหตุผลในการเลื่อนขายหุ้น GPSC เนื่องจากสภาพตลาดหุ้นที่ผันผวนในขณะนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการระดมทุนจากนักลงทุน อย่างไรก็ตาม การนำ GPSC เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะส่งผลให้ PTT บันทึกกำไรจากการปรับเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของ GPSC ที่ PTT ถือหุ้นอยู่ตามราคาตลาด”

สำหรับธุรกิจถ่านหินที่อินโดนีเซียนั้น PTT อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจถ่านหิน เพื่อให้ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำลงในภาวะที่ถ่านหินราคาถูก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจถ่านหินในอนาคต โดยมีมุมมองว่าธุรกิจถ่านหินยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก อีกทั้งหากตลาดถ่านหินมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น บริษัทฯ มีแผนที่จะนำบริษัทลูก Sakari ซึ่งดำเนินธุรกิจถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่อินโดนีเซีย

ด้าน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า ยังคงแนะนำ “ซื้อลงทุน” และถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาอ่อนตัวลง ซึ่งราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับพีอีเพียง 9.5 เท่า โดยให้ราคาเป้าหมายปีนี้เท่ากับ 200 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันมีโอกาสปรับขึ้น 29% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.2% ต่อปี

แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 2 บล.ไอร่าคาดว่ายังคงแข็งแกร่งเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากแหล่งมอนทาราจะผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน จาก 1.2 หมื่นบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสแรกและคาดปริมาณผลิตของแหล่งมอนทาราที่ 1.8 หมื่นบาร์เรลต่อวันในปี 2557

ขณะที่โครงการ Zawtika ในพม่า ได้เริ่มส่งก๊าซให้กับพม่าแล้วเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีปริมาณการขายอยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนการส่งก๊าซนั้นขณะนี้ประสบปัญหาในการวางท่อก๊าซบนบก ส่งผลให้โครงการเกิดความล่าช้า ซึ่งเดิมคาดว่าจะสามารถส่งก๊าซกลับมาไทยได้ภายในเดือน เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหา คาดว่าจะสามารถส่งก๊าซกลับมาไทยได้อีกครั้งภายในไตรมาสที่ 3

อย่างไรก็ตาม PTTEP จะต้องขายก๊าซในราคาส่วนลด 25% ให้กับ PTT ตามระยะเวลาที่โครงการล่าช้าออกไป โดยรวมยังคงประมาณการผลิตของ PTTEP ในปี 2557 อยู่ที่ 3.25 แสนบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 11% จาก 2.93 แสนบาร์เรลในปี 2556

“เราคาดผลการดำเนินงานในปี 2557 จะเพิ่มขึ้น 15% จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งซอติก้าและการเข้าซื้อกิจการของ Hess Corporation จะทำให้มีปริมาณผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.7 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เรายังคาดผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว”

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทรงตัวจากไตรมาสก่อนจากภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันดิบที่อยู่ในช่วงอุปทานส่วนเกิน จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากทวีปอเมริกา แต่ราคาน้ำมันดิบสามารถยืนอยู่ได้เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากการลดปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก ในขณะที่จากการคาดการณ์ของ IEA เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2557 ปรับเพิ่มปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบปี 2557 ขึ้นเป็น 1.32 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2556 จากการใช้น้ำมันดิบโลกในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ในขณะที่ราคาขายก๊าซของ PTTEP ในช่วงไตรมาส 2 คาดว่าจะทรงตัวใกล้กับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 7.8 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.ไอร่า แนะนำให้ “ขาย” หุ้นTOP ให้ราคาเป้าหมาย 47.50 บาท โดยประมาณการกำไรสุทธิในปี 2557 อยู่ที่ 8,074 ล้านบาท และยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจผลิตสารอะโรเมติกส์ที่จะขาดทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 จากไตรมาสแรกขาดทุนส่วนนี้ 161 ล้านบาท หลังจากมีโรงงานพาราไซลีนจากเกาหลี จีน และอินเดีย เปิดดำเนินงานเป็นจำนวนมากในช่วงเดือน พ.ค.นี้

สำหรับผลงานไตรมาสที่ 2 คาดจะได้รับผลกระทบจากทั้งการหยุดซ่อมบำรุงเป็นเวลา 55 วัน ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วยกลั่นและหน่วยอะโรเมติกส์จะอยู่ที่ 80% และ 65% ตามลำดับ ขณะที่ส่วนต่างพาราไซลีนลดลงมาอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับต้นทุน ในขณะที่ค่าการกลั่น (Market GRM) คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นไปตามค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์ที่ทรงตัวอยู่ที่ 6.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากค่าการกลั่นของน้ำมันเบนซินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความต้องการในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นจากผลของฤดูกาล แต่คาดว่าค่าการกลั่นจะอ่อนตัวลงอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 3 หลังจากหมดช่วงฤดูการขับขี่โดยค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท