
TSTHปันผลครั้งแรกใน7ปี
แย้มปีนี้หวังกำไรมากกว่า80ล้านบาทเผย3กลยุทธ์เพิ่มอัตรามาร์จิ้น
แย้มปีนี้หวังกำไรมากกว่า80ล้านบาทเผย3กลยุทธ์เพิ่มอัตรามาร์จิ้น
TSTH ลั่น กลับมาจ่ายเงินปันผลงวดผลงานปี 2558 หลังหยุดจ่าย 7 ปี คาดกำไรเกิน 80 ล้าน
นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2558 (เม.ย. 2557-มี.ค. 2558) บริษัทน่าจะมีกำไรมากกว่า 80 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่บริษัทน่าจะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งแรก หลังจากงดจ่ายมา 7 ปีที่ผ่านมา หรือนับจากปี 2551
“หากบริษัทมีกำไร 80 ล้านบาท จะจ่ายเงินปันผลได้แค่ 1 สตางค์ต่อหุ้น ตามนโยบายไม่เกิน 40% ของกำไรสุทธิซึ่งเห็นว่าน้อยเกินไป” นายราจีฟ กล่าว
สำหรับแผนงานในงวดปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายอัตรากำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดามาร์จิ้น) เฉลี่ยเพิ่มให้เป็นมากกว่า 5% จากงวดปี 2557 (เม.ย. 2556-มี.ค. 2557) ที่ทำได้ 4%
กลยุทธ์หลักใช้เพิ่มอัตรากำไรในปีนี้จาก 3 แนวทางหลัก คือ 1.เพิ่มสัดส่วนการผลิตภัณฑ์กลุ่มมูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็น 20-25% จากงวดปีก่อนที่มีสัดส่วนประมาณ 20% เพราะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้ราคาขายสูงกว่าสินค้าปกติ ได้แก่ เหล็กที่มีความสามารถรับแรงได้สูง (SD50) เหล็กตัดและดัดให้กลุ่มงานก่อสร้าง และเหล็กต้านแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่ออกในปีที่ผ่านมา เป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ รวมถึงการบริหารและควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัทในกลุ่มที่ทำได้ดีต่อเนื่องจากปีก่อน
2.เพิ่มสัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 10-15% จากงวดปีก่อนที่ 10% ในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา และโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนไซยะบุรีในลาว 3.ปัจจัยสนับสนุนหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ระยะยาว 5 ปี ซึ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2557 โดยจะเก็บภาษีเหล็กลวดคาร์บอนสูงนำเข้าจากจีนอัตราประมาณ 5% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการแข่งขันของผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กในประเทศให้ดีขึ้น จากเดิมที่เหล็กนำเข้าจากจีนได้เปรียบมีราคาขายต่ำกว่าเหล็กที่ผลิตในไทย 14% อีกทั้งภายในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ มีแผนที่ยื่นอุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอให้เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มอีก เพราะอัตราที่ได้ออกมามองว่าน้อยเกินไป และยังมีแผนที่จะยื่นเสนอขอให้กระทรวงพาณิชย์ให้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีนเพิ่มด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิตเหล็กในประเทศดีขึ้น
ขณะที่ปริมาณการผลิตและขายเหล็กรวมของบริษัทงวดปี 2558 จะเติบโตประมาณ 5% จากปีก่อนที่ 1.29 ล้านตัน ชะลอตัวจากงวดปี 2557 ที่เติบโต 10% โดยประเมินจากเศรษฐกิจในปีสิ้นปี 2557 ขยายตัวต่ำที่ 2% จากปัญหาการเมืองกระทบต่อความต้องการใช้เหล็กในโครงการใหม่ลดลง ซึ่งมีผลต่อราคาขายเหล็กเฉลี่ยลดลงต่ำกว่าปีก่อนที่ขายได้ 19,386 บาทต่อตัน ขณะที่ปริมาณขายเหล็กในปีนี้จะเติบจากความต้องการใช้เหล็กจากโครงการลงทุนต่อเนื่องของภาครัฐที่อนุมัติไว้แล้ว และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจมาทำงาน และสถานการณ์การเมืองเริ่มนิ่งมีโอกาสมีการผลักดันการเกิดโครงการลงทุนใหม่ รวมถึงการเร่งผลักดันโครงการต่อ
ด้านผลประกอบการในไตรมาสแรกปี 2558 (เม.ย-มิ.ย. 2557) จะออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังไม่มีมาตรการเอดีเหล็กจากจีน ส่วนการขายเตาถลุงเหล็กหลอมเหลวมูลค่า 800-1,000 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งหากขายสำเร็จก็จะสามารถล้างผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2,783 ล้านบาท







