
ขานรับผ่อนเคอร์ฟิว รร.-ค้าปลีกเร่งปลุกยอด
โดย...จะเรียม สำรวจ/จารุพันธุ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จะเรียม สำรวจ/จารุพันธุ์ จิระรัชนิรมย์
การประกาศเคอร์ฟิวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวและค้าปลีกอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ล่าสุด คสช.จะเริ่มผ่อนปรนเวลาให้จากสี่ทุ่มเป็นเที่ยงคืนแล้วก็ตาม ซึ่งทำให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น แต่โดยภาพรวมก็ยังถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติต่อการดำเนินธุรกิจ
ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงแรมเซ็นทารา เปิดเผยว่า การเลื่อนเวลาเคอร์ฟิวเป็น 00.01-04.00 น. เป็นผลดีทางจิตวิทยาต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ถูกบังคับให้รีบกลับบ้านมากนักยังมีเวลาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น โดยในส่วนของเครือเซ็นทาราน่าจะได้อานิสงส์ทำให้ยอดผู้ใช้บริการร้านอาหารภายในโรงแรมเพิ่มขึ้นจากช่วงที่มีเคอร์ฟิว 22.00-05.00 น. ยอดลูกค้าร้านอาหารในโรงแรมหายไป 40-50% จากปกติ
“ร้านอาหารของโรงแรมจะมีลูกค้า 2 ส่วน คือ ลูกค้าภายนอกที่มาใช้บริการ และลูกค้าภายในที่เข้าพักในโรงแรม ซึ่งในช่วงเคอร์ฟิว 22.00-05.00 น. ลูกค้าภายนอกหายไปเกือบหมด กังวลปัญหารถติด จะกลับบ้านไม่ทันช่วงเคอร์ฟิว ส่วนน้อยที่ยังมาอยู่แต่ก็รีบรับประทานอาหาร รีบกลับ ขณะที่ลูกค้าภายในก็มีจำนวนมากยกเลิกการเข้าพัก เพราะสถานทูตประเทศนั้นๆ ประกาศเตือนการเดินทางมาไทยระดับสูง” ธีระยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังจากนี้สถานการณ์ไม่น่ากังวล คสช.คงจะยกเลิกเคอร์ฟิวไป หากเป็นไปได้ก็อยากให้ทยอยยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ไม่น่าจะมีปัญหาก่อน เช่น ภูเก็ต สมุย เพื่อจะช่วยให้การท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ฟื้นตัวได้ก่อน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศเข้าไปได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันหากมีรัฐบาลกลางขึ้นมาทำหน้าที่เร็วที่สุดก็จะดีมาก เพราะจะเห็นทิศทางประเทศไทยชัดเจนขึ้น
ด้าน ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น กล่าวว่า หลังจากประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. ในช่วงวันที่ 23-27 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทต้องปิดศูนย์การค้าเร็วขึ้น 2 ชั่วโมง ในช่วง5 วันที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านของยอดขาย เนื่องจากลูกค้ายังคงเข้ามาใช้บริการตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในส่วนของลูกค้าต่างชาติมีการปรับตัวลดลงโดยเฉพาะในส่วนของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องจากสัดส่วนลูกค้า 40% เป็นลูกค้าต่างชาติอีก 60% เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย ส่วนศูนย์การค้าในต่างจังหวัด และมีลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นต่างชาติขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าต่างชาติมีความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในช่วงกลางปีนี้ บริษัทได้ใช้งบ 400 ล้านบาท จับมือร่วมกับห้างสรรพสินค้าในเครือ ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ร่วมกันจัดแคมเปญ The Greatest Grand Sale นำสินค้าแบรนด์ดังกล่าว 5,000 แบรนด์มาลดราคาสูงสุด 70% เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงกลางปี
ปิยวรรณ ลีละสมภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้เข้าร่วมแคมเปญนี้ทั้งหมด 17 สาขา และห้างเซนอีก 1 สาขา นำสินค้าแบรนด์ดัง 5,000 แบรนด์มาลดราคาพิเศษ โดยในส่วนของแผนกบิวตี้ แกลอรีลด 10-15% แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าลด 20% และแผนกเสื้อผ้าสตรีลด 70% ซึ่งหลังจากจบแคมเปญระหว่างวันที่ 6 มิ.ย.-15 ก.ค. คาดว่าจะมียอดขายรวมกันทุกห้างไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมรายได้ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 10% จาก 4.5 หมื่นล้านบาท ส่วนภาพรวมรายได้ของซีพีเอ็นคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติบโตที่ 15% จาก 2.6 หมื่นล้านบาท และห้างสรรพสินค้าโรบินสันคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้เติบโต 12% จาก 2.5 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าจะได้รับผลกระทบบ้างจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ในด้านของภาพรวมรายได้ของธุรกิจค้าปลีกในกลุ่มเซ็นทรัลยังคงวางเป้าหมายการเติบโตไว้ตามแผนเดิมที่วางไว้







