
ต้องแก้องค์รวม
สถานการณ์การเมืองในประเทศช่วงที่ผ่านมา การขาดรัฐบาลที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานทั้งฝ่ายราชการและเอกชนชะงักลง จนกระทั่งในวันนี้ ที่เรามีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
สถานการณ์การเมืองในประเทศช่วงที่ผ่านมา การขาดรัฐบาลที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานทั้งฝ่ายราชการและเอกชนชะงักลง จนกระทั่งในวันนี้ ที่เรามีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
วันเวลาก็เดินหน้าไปเรื่อย การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ เรายังไม่สามารถตอบอย่างชัดเจนได้ว่า ประเทศของเราจะสามารถเร่งผลักดันตัวเองรับมือประชาคมอาเซียนในสภาวการณ์เช่นนี้ได้หรือไม่
แม้ว่าการค้าปกติยังดำเนินไปได้ แต่การเจรจา FTA ที่ดำเนินอยู่คงจะต้องหยุดไปก่อนชั่วคราว เราจึงน่าจะใช้เหตุการณ์นี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ตามที่ได้ติดตามข่าวสารด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย เราท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอาการน่าเป็นห่วงมาพักใหญ่แล้ว ตัวเลขการส่งออกซึ่งนับว่า เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศเริ่มตีบตัน
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมหัวหน้าสำนักงานการค้าระหว่างประเทศไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ยังไม่ได้เห็นมาตรการผลักดันการส่งออกที่ชัดเจน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรือผิดหวังอะไร เพราะกระทรวงพาณิชย์คงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก หากปัจจัยพื้นฐานหรือปัญหาเดิมๆ ไม่ได้รับการแก้ไข
ดังนั้น ในโอกาสที่เราจะจัดระเบียบปัดกวาดเช็ดถูบ้านเราในครั้งนี้ จึงน่าจะมามองการแก้ปัญหาการส่งออกของเราในแบบองค์รวมกันบ้าง เพราะการส่งสินค้าหรือบริการออกไปต่างประเทศนั้น เกี่ยวข้องและต้องได้รับการแก้ไข สนับสนุนจากหลายหน่วยงาน
เริ่มจากปัญหาแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก แรงงานต่างชาติ การพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับการผลิตที่ต้องใช้ฝีมือหรือเทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เรื่องการหาแหล่งวัตถุดิบ การจัดการให้ผู้ผลิตได้วัตถุดิบในราคา และปริมาณที่ต้องการ ซึ่งอาจต้องปรับปรุงแก้ไขระบบการนำเข้า การขอใบอนุญาต รวมไปถึงการยกเลิกการจำกัดโควตาการนำเข้า หรือระเบียบการอื่นๆ ที่กลายเป็นตัวถ่วงความสามารถในการแข่งขัน แทนที่จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออก
ในโอกาสนี้อยากจะพูดอีกครั้งว่า เราอย่าไปกังวลเรื่องการจะได้หรือไม่ได้ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP มากนัก เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราเคยถูกตัด GSP ไปหลายครั้ง หลายหน แต่ผู้ผลิตของไทยสามารถปรับตัว ปรับสถานการณ์ให้สามารถแข่งขันได้ และหลายครั้งได้ขยับไปแข่งขันในสินค้าที่ระดับสูงขึ้นด้วย ขอเพียงให้ร่วมกันแก้ไขกฎระเบียบที่เราสร้างขึ้นเองในอดีต ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ปัดฝุ่นให้ตอบสนองโอกาสใหม่ทางการค้า
ประสบการณ์จากการเจรจาที่ผ่านมา เราก็ทราบดีแก่ใจว่าเรามีจุดอ่อนที่ไหน จุดแข็งที่ไหน ใช้เวลา และโอกาสที่มีอยู่ซึ่งไม่มากนัก รีบสร้างจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อนให้มากที่สุดที่จะทำได้
ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งสินค้า เกษตร อุตสาหกรรม และบริการ มีน้อยประเทศนักที่จะมีความพร้อมเช่นนี้ ลองหันมาสำรวจตัวเอง ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์
ไม่ต้องกังวลว่าเราจะพร้อมรับเออีซี หรือจะเจรจา FTA ช้ากว่าประเทศอื่นหรือไม่ หากเรามีพื้นฐานเข้มแข็งพอ มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง คู่เจรจาทั้งหลายที่มองข้ามเราไปในวันนี้ ก็คงจะกลับมาหาเราในอนาคต
เมื่อเราพร้อมที่จะเจรจา อย่าไปเสียดายนมที่หกไปแล้ว แต่หาอะไรมาแทนจะดีกว่า







